วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ
การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ โดย นายแพทย์ปริญญา สากิยลักษณ์ และคนอื่นๆ
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20
การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ คือการผ่าตัดใส่หัวใจใหม่ เข้าไปในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจระยะสุดท้าย เพื่อใช้ทำงานแทนหัวใจเดิม ที่นิยมทำ ในปัจจุบัน คือใช้หัวใจของผู้ที่เสียชีวิตใหม่ๆ นำมาผ่าตัดใส่เข้าไปแทนที่หัวใจเดิมของผู้ป่วยทำสำเร็จเป็นครั้งแรกโดย นายแพทย์คริสเตียน เบอร์นาร์ด (Christian Bernard) ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๖๗ ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๙๖๘ มีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศในทวีปยุโรป และเอเชีย การผ่าตัดในระยะแรกๆ ได้ผลไม่ดี เพราะขณะนั้นยังไม่มียากดภูมิคุ้มกันที่ดี จำเป็นต้องใช้ยาพวกสเตียรอยด์ ซึ่งมีผลข้างเคียงมาก ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนภายใน ๑-๒ ปี หลังการผ่าตัดการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจจึงซบเซาไประยะหนึ่ง
ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๙๘๐ มีผู้ค้นพบยาไซโคลสปอริน ซึ่งเป็นยากดภูมิคุ้มกันที่ดี มีผลข้างเคียงน้อย ทำให้การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้ผลดีขึ้น จึงมีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจมากขึ้น ปัจจุบันถือว่าการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ เป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐานไม่ใช่การทดลอง ปีหนึ่งๆ มีผู้ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจประมาณ ๓,๐๐๐ ราย จากศูนย์การแพทย์ทั่วโลก ประมาณ ๒๐๐ แห่ง
โรคหัวใจที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ได้แก่โรคกล้ามเนื้อหัวใจโป่งพองโดยไม่ทราบสาเหตุ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือโรคลิ้นหัวใจพิการระยะสุดท้าย โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดบางชนิด ผู้ที่จะได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการพิจารณาว่าไม่มีวิธีอื่นใดแล้ว และส่วนมากจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน ๑ ปี ถ้าไม่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ปกติจะเลือกผู้ที่มีอายุไม่เกิน ๖๐ ปี ไม่มีโรคติดเชื้อหรือโรคมะเร็งของอวัยวะต่างๆ ไม่มีโรคความ
ดันโลหิตสูงในปอด ที่สำคัญมีความเข้าใจในขบวนการผ่าตัด และยินดีที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หัวใจที่จะนำมาใช้ต้องได้จากผู้ที่เสียชีวิตใหม่ๆ โดยอุบัติเหตุหรือโรคทางสมองที่มีการทำลายของแกนสมองจนสมองตายแล้ว มีอายุไม่เกิน ๔๕ ปี มีหมู่เลือดเดียวกับผู้ป่วย ไม่มีโรคหรือความผิดปกติทางหัวใจ และได้รับอนุญาตจากผู้ตาย หรือญาติของผู้ตายบริจาคให้
ขั้นตอนการผ่าตัดคือ นำผู้ป่วยสมองตายเข้าห้องผ่าตัด แล้วผ่าตัดเอาหัวใจออกมาแช่ในน้ำเกลือเย็นจัด จากนั้นเริ่มผ่าตัดผู้ป่วยที่จะเป็นผู้รับการเปลี่ยนหัวใจ โดยต่อเข้ากับเครื่องหัวใจและปอดเทียมชั่วคราว ตัดเอาหัวใจที่พิการออกแล้วเอาหัวใจที่ตัดเตรียมไว้ใส่แทน การผ่าตัดชนิดนี้ทำเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๑ นับถึงปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยประมาณ ๗๐ คน ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ผู้ป่วยรายแรกยังมีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรง ๗ ปี ภายหลังการผ่าตัด การติดตามระยะยาวปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ มีอัตรารอดเกิน ๕ ปี ประมาณร้อยละ ๗๐
อุปสรรคสำคัญของการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจก็คือ มีหัวใจบริจาคไม่เพียงพอกับความต้องการเคยมีผู้คำนวณไว้ว่าในปีหนึ่งๆ น่าจะมีผู้เสียชีวิตโดยแกนสมองตายประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน แต่ได้หัวใจบริจาคเพียงร้อยละ ๑๐ เท่านั้นอีกร้อยละ ๙๐ ต้องเสียเปล่า ประกอบกับมีผู้ที่ต้องการหัวใจรออยู่เป็นจำนวนมาก จนผู้ที่รอไม่ได้ถึงแก่กรรมก่อนที่จะได้รับหัวใจ จึงมีความพยายามที่จะใช้หัวใจเทียมชนิดสารสงเคราะห์ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีหัวใจเทียมที่ได้ผลดีทัดเทียมหัวใจที่ได้จากผู้ถึงแก่กรรมใหม่ๆ นอกจากนั้นก็มีการทดลองใช้หัวใจจากสัตว์ เช่น ลิง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องปฏิกิริยาต่อต้านของร่างกายได้ จึงยังเป็นเพียงขั้นทดลองเท่านั้น
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20
การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ คือการผ่าตัดใส่หัวใจใหม่ เข้าไปในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจระยะสุดท้าย เพื่อใช้ทำงานแทนหัวใจเดิม ที่นิยมทำ ในปัจจุบัน คือใช้หัวใจของผู้ที่เสียชีวิตใหม่ๆ นำมาผ่าตัดใส่เข้าไปแทนที่หัวใจเดิมของผู้ป่วยทำสำเร็จเป็นครั้งแรกโดย นายแพทย์คริสเตียน เบอร์นาร์ด (Christian Bernard) ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๖๗ ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๙๖๘ มีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศในทวีปยุโรป และเอเชีย การผ่าตัดในระยะแรกๆ ได้ผลไม่ดี เพราะขณะนั้นยังไม่มียากดภูมิคุ้มกันที่ดี จำเป็นต้องใช้ยาพวกสเตียรอยด์ ซึ่งมีผลข้างเคียงมาก ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนภายใน ๑-๒ ปี หลังการผ่าตัดการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจจึงซบเซาไประยะหนึ่ง
ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๙๘๐ มีผู้ค้นพบยาไซโคลสปอริน ซึ่งเป็นยากดภูมิคุ้มกันที่ดี มีผลข้างเคียงน้อย ทำให้การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้ผลดีขึ้น จึงมีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจมากขึ้น ปัจจุบันถือว่าการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ เป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐานไม่ใช่การทดลอง ปีหนึ่งๆ มีผู้ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจประมาณ ๓,๐๐๐ ราย จากศูนย์การแพทย์ทั่วโลก ประมาณ ๒๐๐ แห่ง
โรคหัวใจที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ได้แก่โรคกล้ามเนื้อหัวใจโป่งพองโดยไม่ทราบสาเหตุ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือโรคลิ้นหัวใจพิการระยะสุดท้าย โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดบางชนิด ผู้ที่จะได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการพิจารณาว่าไม่มีวิธีอื่นใดแล้ว และส่วนมากจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน ๑ ปี ถ้าไม่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ปกติจะเลือกผู้ที่มีอายุไม่เกิน ๖๐ ปี ไม่มีโรคติดเชื้อหรือโรคมะเร็งของอวัยวะต่างๆ ไม่มีโรคความ
ดันโลหิตสูงในปอด ที่สำคัญมีความเข้าใจในขบวนการผ่าตัด และยินดีที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หัวใจที่จะนำมาใช้ต้องได้จากผู้ที่เสียชีวิตใหม่ๆ โดยอุบัติเหตุหรือโรคทางสมองที่มีการทำลายของแกนสมองจนสมองตายแล้ว มีอายุไม่เกิน ๔๕ ปี มีหมู่เลือดเดียวกับผู้ป่วย ไม่มีโรคหรือความผิดปกติทางหัวใจ และได้รับอนุญาตจากผู้ตาย หรือญาติของผู้ตายบริจาคให้
ขั้นตอนการผ่าตัดคือ นำผู้ป่วยสมองตายเข้าห้องผ่าตัด แล้วผ่าตัดเอาหัวใจออกมาแช่ในน้ำเกลือเย็นจัด จากนั้นเริ่มผ่าตัดผู้ป่วยที่จะเป็นผู้รับการเปลี่ยนหัวใจ โดยต่อเข้ากับเครื่องหัวใจและปอดเทียมชั่วคราว ตัดเอาหัวใจที่พิการออกแล้วเอาหัวใจที่ตัดเตรียมไว้ใส่แทน การผ่าตัดชนิดนี้ทำเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๑ นับถึงปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยประมาณ ๗๐ คน ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ผู้ป่วยรายแรกยังมีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรง ๗ ปี ภายหลังการผ่าตัด การติดตามระยะยาวปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ มีอัตรารอดเกิน ๕ ปี ประมาณร้อยละ ๗๐
อุปสรรคสำคัญของการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจก็คือ มีหัวใจบริจาคไม่เพียงพอกับความต้องการเคยมีผู้คำนวณไว้ว่าในปีหนึ่งๆ น่าจะมีผู้เสียชีวิตโดยแกนสมองตายประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน แต่ได้หัวใจบริจาคเพียงร้อยละ ๑๐ เท่านั้นอีกร้อยละ ๙๐ ต้องเสียเปล่า ประกอบกับมีผู้ที่ต้องการหัวใจรออยู่เป็นจำนวนมาก จนผู้ที่รอไม่ได้ถึงแก่กรรมก่อนที่จะได้รับหัวใจ จึงมีความพยายามที่จะใช้หัวใจเทียมชนิดสารสงเคราะห์ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีหัวใจเทียมที่ได้ผลดีทัดเทียมหัวใจที่ได้จากผู้ถึงแก่กรรมใหม่ๆ นอกจากนั้นก็มีการทดลองใช้หัวใจจากสัตว์ เช่น ลิง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องปฏิกิริยาต่อต้านของร่างกายได้ จึงยังเป็นเพียงขั้นทดลองเท่านั้น
แหล่งอ้างอิง : http://www.kroobannok.com/17752
คลื่นความร้อนหรือ "ฮีทเวฟ" (Heat wave)
คลื่นความร้อนหรือ "ฮีทเวฟ" (Heat wave) หมายถึง อากาศร้อนจัดที่สะสมอยู่พื้นที่บริเวณหนึ่ง แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
"แบบสะสมความร้อน" เกิดในพื้นที่ซึ่งสะสมความร้อนเป็นเวลานาน อากาศแห้ง ลมนิ่ง ทำให้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ไม่เคลื่อนที่ เมื่ออุณหภูมิร้อนสะสมหลายวันจะเกิดคลื่นความร้อนมากขึ้นเช่น หากพื้นที่ไหนมีอุณหภูมิ 38-41 องศา แล้วไม่มีลมพัดต่อเนื่อง 3-6 วัน ไอร้อนจะสะสมจนกลายเป็นคลื่นความร้อน มักเกิดในประเทศอินเดีย แอฟริกา ออสเตรเลีย อเมริกาเหนือ ฯลฯ
ชนิดที่ 2 คือ “แบบพัดพาความร้อน” มักเกิดขึ้นแถวทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คลื่นความร้อนชนิดนี้เกิดจากลมแรงหอบความร้อนจากทะเลทรายขึ้นไปในเขตหนาว มักเกิดในยุโรป แคนาดาตอนใต้ ฯลฯ
แหล่งอ้างอิง : http://www.kroobannok.com/35202
มหัศจรรย์ร่างกาย ที่คุณอาจไม่เคยรู้
ทุกคนล้วนแล้วแต่เคยสงสัยเกี่ยวกับกลไก และระบบต่าง ๆ ที่ก่อร่างสร้างร่างกายให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ หากแต่ไม่เคยไขข้อข้องใจ วันนี้จะนำคำตอบเกี่ยวกับปริศนาลึกลับที่แฝงเร้นอยู่ในทุกอณูของเรือนกายมาเปิดเผยให้ทราบ.... เชื่อได้เลยว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของเรื่องราวที่นำมาฝากกันในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่คุณยังไม่เคยรู้ และทึ่งที่ได้รู้
-ยิ่งมีลูกมาก โอกาสที่ลูกจะเป็นผู้ชายยิ่งน้อยลง
-พิสูจน์กันหลายครั้งหลายหนแล้วว่า แม่จะพูดกับทารกหญิงมากกว่าทารกชาย
-มนุษย์เป็นสัตว์ประเภทเดียวที่ปวดศีรษะ
-หลังจากที่ถูกตัดคอ คุณจะมีสติอยู่ได้อีกราว 1-2 วินาที เพียงพอที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
-นักวิทยาศาสตร์บางท่านนั่งยัน นอนยันว่า อาการหน้าแดงมีแนวโน้มมาจากกรรมพันธุ์
-รู้ไหมว่า เวลาที่เขินหรืออึดอัด ซึ่งทำให้ใครบางคนหน้าแดงนั้น อาจทำให้คนอื่น ๆ หน้าซีดเผือดได้
-การพิสูจน์ความรักจากรูม่านตาที่เบิกกว้าง ใช้ไม่ได้ผล เพราะเวลาที่มองใครด้วยความเกลียดชัง รูม่านตาก็เบิกกว้างเช่นกัน
-ร้องไห้เยอะ ๆ นั่นแหละดี เพราะจะช่วยป้องกันอาการปวดศีรษะ เป็นลมพิษ และอาจรวมไปถึงหัวใจวายด้วย
-ยิ่งคุณหมกมุ่น คุณจะยิ่งกระพริบตาถี่ขึ้น
-ที่เรามีรูจมูก 2 ข้าง เพราะปอดแต่ละข้างของเราใช้งานรูจมูกแยกกัน
-25% ของผู้สูญเสียประสาทรับกลิ่น จะสูญเสียแรงขับทางเพศไปด้วย
-ไซนัสเป็นตัวการที่ทำให้เสียงของคุณ กับเสียงของคนอื่น ๆ ไม่เหมือนกัน
-คุณไม่สามารถหาว ระหว่างที่หลับสนิทได้
-ไม่มีคุณผู้หญิงคนไหนหุบปาก เวลาปัดคาสมาร่า
-มีหลากวิธีที่ทำให้หายสะอึก หนึ่งในนั้นคือ การนำของที่เย็นจัดอย่างก้อนน้ำแข็ง กระป๋อง หรือขวดน้ำอัดลมแช่เย็นจัด ประคบลำ
-คอข้างลูกกระเดือก ความเย็นจะกระตุ้นให้กระบังลมหดเกร็ง
-แพทย์ผิวหนังบางท่านลงความเห็นว่า การนอนหลับด้วยท่าคว่ำหน้า จะทำให้ผิวหนังเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น
-มนุษย์เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียว ที่ไม่มีสีที่ฝ่ามือ
-อย่าต่อว่า หากได้กลิ่นเท้าของลูก ๆ เพราะอาการ "เท้าเหม็น" มาจากกรรมพันธุ์
-มีข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ระบุว่า ไม่ใช่ผู้ชายเท่านั้นที่ชอบผู้หญิงผมทอง ยุงก็ชอบคนผมทองเช่นกัน
-การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน ทำให้ขนหน้าอกผู้ชายหลุดร่วง
-ถ้าอยากรู้ความกว้างของมือ ก็ให้วัดจากความยาวของนิ้วกลาง
-หน่วย ฟุต ที่เท่ากับ 12 นิ้วนั้น มาจากการวัดความยาวพระบาทของพระเจ้าชาร์เลอมาญ
-มีผู้รู้บอกไว้ว่า อาการเคล็ดขัดยอกจะหายเร็วขึ้น หากคุณไม่บริโภคเกลือ ฯลฯ
แหล่งอ้างอิง : http://www.kroobannok.com/blog/41337
หลุมดำ
หลุมดำ "black hole" หมายถึงเทหวัตถุในเอกภพที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมาก (ไม่ได้เป็น "หลุม" อย่างชื่อ) ไม่มีอะไรออกจากบริเวณนี้ได้แม้แต่แสง เราจึงมองไม่เห็นใจกลางของหลุมดำ หลุมดำจะมีพื้นที่หนึ่งที่เป็นขอบเขตของตัวเองเรียกว่าขอบฟ้าเหตุการณ์ (event horizon) ที่ตำแหน่งรัศมีชวาร์สชิลด์ (Schwarzchild radius) ถ้าหากวัตถุหลุดเข้าไปในขอบฟ้าเหตุการณ์ วัตถุจะต้องเร่งความเร็วให้มากกว่าความเร็วแสงจึงจะหลุดออกจากขอบฟ้าเหตุการณ์ได้ แต่เป็นไปไม่ได้ที่วัตถุใดจะมีความเร็วมากกว่าแสง วัตถุนั้นจึงไม่สามารถออกมาได้อีกต่อไป เมื่อดาวฤกษ์ที่ มีมวลมหึมาแตกดับลง มันอาจจะทิ้งสิ่งที่ดำมืดที่สุด ทว่ามีอำนาจทำลายล้างสูงสุดไว้เบื้องหลัง นักดาราศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า "หลุมดำ" เราไม่สามารถมองเห็นหลุมดำด้วยกล้องโทรทรรศน์ใดๆ เนื่องจากหลุมดำไม่เปล่งแสงหรือรังสีใดเลย แต่นักดาราศาสตร์ก็มีวิธีอื่นในการค้นหา และจนถึงปัจจุบันได้ค้นพบหลุมดำในจักรวาลแล้วอย่างน้อย 6 แห่ง หลุมดำเป็นซากที่สิ้นสลายของดาวฤกษ์ที่ถึงอายุขัยแล้ว สสารที่เคยประกอบกันเป็นดาวนั้นได้ถูกอัดตัวด้วยแรงดึงดูดของตนเองจนเหลือ เป็นเพียงมวลหนาแน่นที่มีขนาดเล็กยิ่งกว่านิวเคลียสของอะตอมเดียว ซึ่งเรียกว่า เอกภาวะ (singularity) หลุมดำแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ หลุมดำมวลยวดยิ่ง เป็นหลุมดำในใจกลางของดาราจักร หลุมดำขนาดกลาง หลุมดำจากดาวฤกษ์ที่เกิดจากการแตกดับของดาวฤกษ์ และ หลุมดำจิ๋ว หรือ หลุมดำเชิงควอนตัม แม้ว่าจะไม่สามารถมองเห็นภายในหลุมดำได้ แต่ตัวมันก็แสดงการมีอยู่ผ่านการมีผลกระทบกับวัตถุที่อยู่ในวงโคจรภายนอกขอบ ฟ้าเหตุการณ์ ตัวอย่างเช่น หลุมดำอาจจะถูกสังเกตเห็นได้โดยการติดตามกลุ่มดาวที่โคจรอยู่ภายในศูนย์กลาง หลุมดำ หรืออาจมีการสังเกตก๊าซ (จากดาวข้างเคียง) ที่ถูกดึงดูดเข้าสู่หลุมดำ ก๊าซจะม้วนตัวเข้าสู่ภายใน และจะร้อนขึ้นถึงอุณหภูมิสูง ๆ และปลดปล่อยรังสีขนาดใหญ่ที่สามารถตรวจจับได้จากกล้องโทรทรรศน์ที่โคจรอยู่ รอบโลก การสำรวจให้ผลในทางวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่าหลุมดำนั้นมีอยู่จริงในเอกภพ แนวคิดของวัตถุที่มีแรงดึงดูดมากพอที่จะกันไม่ให้แสงเดินทางออกไปนั้นถูกเสนอโดยนักดาราศาสตร์มือสมัครเล่นชาวอังกฤษ จอห์น มิเชล ในปี 1783 และต่อมาในปี 1795 นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส ปีแยร์-ซีมง ลาปลาซ ก็ได้ข้อสรุปเดียวกัน ตามความเข้าใจล่าสุด หลุมดำถูกอธิบายโดยทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ซึ่งทำนายว่าเมื่อมีมวลขนาดใหญ่มากในพื้นที่ขนาดเล็ก เส้นทางในพื้นที่ว่างนั้นจะถูกทำให้บิดเบี้ยวไปจนถึงศูนย์กลางของปริมาตร เพื่อไม่ให้วัตถุหรือรังสีใดๆ สามารถออกมาได้ ขณะที่ทฤษฏีสัมพัทธภาพทั่วไปอธิบายว่าหลุมดำเป็นพื้นที่ว่างที่มีความเป็นเอกภาวะที่จุดศูนย์กลางและที่ขอบฟ้าเหตุการณ์บริเวณขอบ คำอธิบายนี่เปลี่ยนไปเมื่อค้นพบกลศาสตร์ควอนตัม การค้นคว้าในหัวข้อนี้แสดงให้เห็นว่านอกจากหลุมดำจะดึงวัตถุไว้ตลอดกาล แล้วยังมีการค่อย ๆ ปลดปล่อยพลังงานภายใน เรียกว่า รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation) และอาจสิ้นสุดลงในที่สุด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีคำอธิบายเกี่ยวกับหลุมดำที่ถูกต้องตามทฤษฎีควอนตัม
แหล่งอ้างอิง : http://atcloud.com/stories/57357
เราคำนวณอายุโลกอย่างไร
การสร้างโลกเกิดขึ้นเมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 22 ตุลาคม ในปี 4004 ปีก่อนคริสตกาล นักบวชชาวไอริช อาร์ชบิชอป เจมส์ อัชเชอร์ ได้คำนวนการกำเนิดของโลก ไว้เมื่อกลางศตวรรษที่ 17 และหลังจากการศึกษายุคสมัยของ อาร์ชบิชอปองค์ต่างๆ ตลอดจนการสืบทอดตระกูล อันยาวนานจากพระคัมภีร์ไบเบิลเก่า
ใน ค.ศ. 1785 นักธรรมชาติวิทยาชาวสก็อตชื่อ เจมส์ ฮัตตัน โต้แย้งความเชื่อดั้งเดิมนี้ ว่าการก่อตัวของขุนเขา และการผุกร่อนของท้องแม่น้ำ คงต้องใช้เวลานานเป็นล้านๆปี ไม่ใช่แค่พันๆปี
ข้อโต้แย้งดังกล่าวยังหาข้อสรุปไม่ได้ จนเมื่อนักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส อองตวน อองรี เบกเกอเรล ค้นพบกัมมันตภาพรังสีในปี ค.ศ. 1896 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเราจึงคำนวนอายุโลกได้อย่างถูกต้อง
ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าเปลือกโลกแข็งตัวในราว 4700 ล้านปีก่อน โดยคำนวนได้จากการสลายตัวของแร่กัมมันตรังสี
เมื่อหินหลอมละลายหรือลาวา (Lava) เย็นตัวลง และกลายเป็นหินแข็งนั้น จะมีธาตุกัมมันตรังสีถูกกักไว้ในหิน ธาตุเหล่านี้สลายตัวในอัตราที่แน่นอน ระยะเวลาที่กัมมันตรังสีสลายตัวไปครึ่งหนึ่งนั้น นักวิมยาศาสตร์ให้คำจำกัดความว่า "ครึ่งชีวิต" มีการศึกษาวิจัยอย่างละเอียดเพื่อกำหนด ครึ่งชีวิตของธาตุแต่ละชีวิต โดยการวัดปริมาณกัมมันตภาพรังสีที่มีในหินตัวอย่าง กระบวนการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี จึงเป็นเหมือนนาฬิกา ซึ่งเริ่มเดินเมื่อหินก้อนนั้นก่อตัวขึ้น
ปริมาณของธาตุกัมมันตภาพรังสีที่เหลืออยู่ในหินนั้น จะขึ้นอยู่กับปริมาณดั้งเดิมที่มีอยู่ แต่สิ่งสำคัญก็คือการคำนวนอัตตราส่วนปริมาณของสารกัมมันตรังสี กับปริมาณของสารที่แปรสภาพไปในหินนั้น ยิ่งหินมีอายุมากขึ้น สารกัมมันตภาพรังสีก็ยิ่งน้อยลง และอัตราส่วนของสารในหินที่แปรสภาพไปจะเพิ่มขึ้น
ในการตรวจสอบอายุของหินตัวอย่าง เราใช้วิธีคำนวนเวลาได้หลายวิธีด้วยกัน โดยวิธีที่ใช้กันทั่วๆไป คืกการคำนวนจากการสลายตัวของสารกัมมันตภาพรังสีโพแทสเซี่ยม -40 ซึ่งมีกระบวนการครึ่งชีวิตประมาณ 11900 ล้านปี หรืออาจจะคำนวนจากการสลายตัวของยูเรเนียมเป็นตระกั่ว (ครึ่งชีวิตเท่ากับ 4500 ล้านปี)
ในการคำนวนอายุของโลก ปรากฎว่าประมาณครึ่งหนึ่งของยูเรเนียมที่มีมาแต่แรกเริ่ม ได้สลายตัวเป็นตระกั่วไปแล้วดังนั้นอายุของโลกก็จะประมาณ ครึ่งชีวิตของยูเรเนียม หรือราว 4500 ล้านปี.
ใน ค.ศ. 1785 นักธรรมชาติวิทยาชาวสก็อตชื่อ เจมส์ ฮัตตัน โต้แย้งความเชื่อดั้งเดิมนี้ ว่าการก่อตัวของขุนเขา และการผุกร่อนของท้องแม่น้ำ คงต้องใช้เวลานานเป็นล้านๆปี ไม่ใช่แค่พันๆปี
ข้อโต้แย้งดังกล่าวยังหาข้อสรุปไม่ได้ จนเมื่อนักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส อองตวน อองรี เบกเกอเรล ค้นพบกัมมันตภาพรังสีในปี ค.ศ. 1896 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเราจึงคำนวนอายุโลกได้อย่างถูกต้อง
ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าเปลือกโลกแข็งตัวในราว 4700 ล้านปีก่อน โดยคำนวนได้จากการสลายตัวของแร่กัมมันตรังสี
เมื่อหินหลอมละลายหรือลาวา (Lava) เย็นตัวลง และกลายเป็นหินแข็งนั้น จะมีธาตุกัมมันตรังสีถูกกักไว้ในหิน ธาตุเหล่านี้สลายตัวในอัตราที่แน่นอน ระยะเวลาที่กัมมันตรังสีสลายตัวไปครึ่งหนึ่งนั้น นักวิมยาศาสตร์ให้คำจำกัดความว่า "ครึ่งชีวิต" มีการศึกษาวิจัยอย่างละเอียดเพื่อกำหนด ครึ่งชีวิตของธาตุแต่ละชีวิต โดยการวัดปริมาณกัมมันตภาพรังสีที่มีในหินตัวอย่าง กระบวนการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี จึงเป็นเหมือนนาฬิกา ซึ่งเริ่มเดินเมื่อหินก้อนนั้นก่อตัวขึ้น
ปริมาณของธาตุกัมมันตภาพรังสีที่เหลืออยู่ในหินนั้น จะขึ้นอยู่กับปริมาณดั้งเดิมที่มีอยู่ แต่สิ่งสำคัญก็คือการคำนวนอัตตราส่วนปริมาณของสารกัมมันตรังสี กับปริมาณของสารที่แปรสภาพไปในหินนั้น ยิ่งหินมีอายุมากขึ้น สารกัมมันตภาพรังสีก็ยิ่งน้อยลง และอัตราส่วนของสารในหินที่แปรสภาพไปจะเพิ่มขึ้น
ในการตรวจสอบอายุของหินตัวอย่าง เราใช้วิธีคำนวนเวลาได้หลายวิธีด้วยกัน โดยวิธีที่ใช้กันทั่วๆไป คืกการคำนวนจากการสลายตัวของสารกัมมันตภาพรังสีโพแทสเซี่ยม -40 ซึ่งมีกระบวนการครึ่งชีวิตประมาณ 11900 ล้านปี หรืออาจจะคำนวนจากการสลายตัวของยูเรเนียมเป็นตระกั่ว (ครึ่งชีวิตเท่ากับ 4500 ล้านปี)
ในการคำนวนอายุของโลก ปรากฎว่าประมาณครึ่งหนึ่งของยูเรเนียมที่มีมาแต่แรกเริ่ม ได้สลายตัวเป็นตระกั่วไปแล้วดังนั้นอายุของโลกก็จะประมาณ ครึ่งชีวิตของยูเรเนียม หรือราว 4500 ล้านปี.
แหล่งอ้างอิง : http://atcloud.com/stories/58504
นาซ่าเผยภาพโลกแบบ true color ที่ให้รายละเอียดมากที่สุด
นักวิทยาศาสตร์องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือองค์การนาซ่า ปล่อยภาพถ่ายดาวเทียม “โลก” ในแบบ true color ที่ให้รายละเอียด ชัดเจนมากที่สุดในประวัติศาสตร์
ภาพโลกขนาดใหญ่ยักษ์และชัดแจ่มแจ๋วที่ “บีเอสเอ็นนิวส์″ นำมาให้ชมกันในวันนี้มีชื่อว่า “บลู มาร์เบิ้ล” (blue marble) ซึ่งองค์การนาซ่าปล่อยออกมาให้ชาวโลกได้ชมกันชัดๆ ว่าบ้านของพวกเรานั้นงดงามและน่าอยู่เพียงใด
ภาพดังกล่าวถูกส่งมาจากอุปกรณ์บันทึกภาพ ที่มีชื่อว่า MODIS (Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer) ซึ่งถูกติดตั้งอยู่บนดาวเทียมสังเกตการณ์ “เทอร์ร่า” ที่ลอยอยู่เหนือพื้นผิวโลกประมาณ 435 ไมล์ (ราว 700 ก.ม.) แต่กว่าจะได้ภาพถ่ายที่สวยตะลึงอย่างนี้ขอบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความจริงแล้วภาพที่ได้มานั้น ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ของโลกนับพันนับหมื่นภาพ อาทิ ภาพภาคพื้นดิน มหาสมุทร แนวชายฝั่ง ธารน้ำแข็ง เมฆ ฯลฯ
แหล่งอ้างอิง : http://atcloud.com/stories/84857
แหล่งอ้างอิง : http://atcloud.com/stories/84857
พลาสติกิ เรือขวดรีไซเคิลล่องแปซิฟิก 4 เดือน
นักสิ่งแวดล้อมนำเรือใบจากขวดพลาสติกรีไซเคิลเดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกจากฟากสหรัฐฯ มายังออสเตรเลียสำเร็จอย่างงดงาม โดยใช้เวลานาน 4 เดือน เพื่อเตือนสติให้มวลมนุษย์ตระหนักถึงมหันตภัยจากขยะพลาสติกที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และการรีไซเคิลขยะให้เป็นประโยชน์
บรรยากาศริมอ่าวซิดนีย์ ออสเตรเลีย คึกคักเป็นพิเศษในวันที่ 26 ก.ค. ที่ผ่านมา ผู้คนนับร้อยต่างพากันไปชุมนุมที่นั่นเพื่อรอต้อนรับ "พลาสติกิ" (Plastiki) เรือใบจากขวดรีไซเคิลพร้อมด้วยลูกเรืออีก 6 คน ที่ออกเดินทางจากเมืองซานฟรานซิสโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ผ่านคิริบาส ซามัวตะวันตก นิวแคลิโดเนีย และสิ้นสุดการเดินทางเมื่อมาถึงซิดนีย์ โดยใช้เวลารอนแรมอยู่กลางทะเลกว่า 4 เดือน "มันเป็นการเดินทางผจญภัยที่สุดพิเศษจริงๆ" เดวิด เดอ รอทส์ไชด์ (David de Rothschild) นักสิ่งแวดล้อมชาวอังกฤษวัย 31 ปี ผู้เป็นหัวหน้าคณะเดินทางครั้งนี้เผยในเอพีและบีบีซีนิวส์ทันทีที่ขึ้นฝั่งที่ซิดนีย์ ซึ่งเขาเกิดแรงบันดาลใจในการเดินทางครั้งนี้หลังจากที่ได้อ่านรายงานขององค์การสหประชาติ (UN) เมื่อปี 2006 ที่ระบุถึงปัญหามลพิษ โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมในมหาสมุทร จึงอยากแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเราสามารถนำขยะเหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำมาต่อเป็นเรือที่สามารถเดินทางข้ามมหาสมุทรได้ ทั้งนี้ พลาสติกิเป็นเรือใบขนาด 18 เมตร ที่ประกอบขึ้นจากขวดพลาสติกรีไซเคิลจำนวน 12,500 ใบ เชื่อมด้วยกาวอินทรีย์ที่ทำจากอ้อย (sugar cane) และมะม่วงหิมพานต์ (cashew) โดยใช้วัสดุอื่นๆ เข้ามาเสริม เช่น เสากระโดงเรือทำจากท่ออลูมิเนียมรีไซเคิล และใบเรือทำจากวัสดุรีไซเคิล โดยได้รับการตั้งชื่อตามชื่อเรือแพ "คอน-ติกิ" (Kon-Tiki) ที่ธอร์ ฮีเยอร์ดอล์ล (Thor Heyerdahl) นักมานุษยวิทยาชาวนอร์เวย์ใช้เป็นพาหนะเดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อปี 1947 เดอ รอทส์ไชด์ พร้อมด้วยคณะรวม 6 ชีวิต พากันแล่นเรือพลาสติกิเดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกจากฝั่งสหรัฐฯ มายังออสเตรเลียเป็นระยะทางประมาณ 15,000 กิโลเมตร โดยมีวัตถุประสงค์หลักให้ผู้คนทั่วโลกเกิดความตระหนักถึงมหันตภัยของขยะพลาสติกที่ปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม และหลังจากนั้นเรือพลาสติกิจะถูกนำไปจัดแสดงให้ผู้คนทั่วไปได้ชมกันที่พิพิธภัณฑ์ทางทะเลแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National Maritime Museum) ในเมืองซิดนีย์แหล่งอ้างอิง http://atcloud.com/stories/86259
วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554
ปลูกถ่ายไขกระดูกให้ผู้ป่วยเอดส์ กำราบเชื้อไวรัส'เอชไอวี'
โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือ เอดส์ เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ฆ่าเม็ดเลือดขาวในร่างกายและทำให้เสียชีวิตจาก โรคฉกฉวยโอกาส จนถึงวันนี้ยังไม่พบวิธีการรักษาในตลอดการวิจัยปีแล้วปีเล่าจนหลายคนเริ่มจะ เชื่อว่า "เอดส์ไม่มีทางรักษา" ทว่าล่าสุดคณะแพทย์จากกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงเยอรมนี ประกาศความสำเร็จ ในค้นพบวิธีการกำราบเชื้อเอชไอวี หลังสามารถรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นในโรคเอดส์ โดยเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคถูกร่างกายส่วนที่เรียกว่า "ไขกระดูก" ผลิตออกมาขณะยังเป็นตัวอ่อนและไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งทางคณะแพทย์แก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการนำไขกระดูกจากผู้บริจาคที่ถูกค้นพบ ว่ามีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อเอชไอวี มาปลูกถ่ายในผู้ป่วยในปี 2550 ด้วยเทคนิคสเต็มเซลล์ คุณสมบัติต่อต้านดังกล่าวมาจากการที่ไข กระดูกสามารถผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ไม่มี "โค-รีเซ็ปเตอร์ซีซีอาร์ 5" มีลักษณะเป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากเซลล์ใช้รองรับการเชื่อม ต่อกับรีเซ็ปเตอร์ชนิดอื่นเพื่อติดต่อสื่อสารระหว่างเซลล์ โดยไวรัสเอชไอวีจะจับกับโค-รีเซ็ปเตอร์ซีซีอาร์ 5 ซึ่งอยู่บนเม็ดเลือดขาวที่มี "รีเซ็ปเตอร์ ซีดี 4" อยู่ในเม็ดเลือดขาวประเภท "ลิม โฟไซต์" ชนิดเฮล์ปเปอร์ หรือ "ที-เฮล์ปเปอร์" ซึ่งทำหน้าที่ผลิตสารประเภทไซโตคาย์น มีฤทธิ์ต่อต้านการรุกรานเชื้อไวรัสเข้าสู่เซลล์ โดยเชื้อเอชไอวีจะฉีดสารพันธุกรรมของมันเข้าไปในที-เฮล์ปเปอร์ และผลิตไวรัสตัวใหม่ออกมาจำนวนมากภายใน กระทั่งเซลล์ของที-เฮล์ปเปอร์ระเบิดออกมา เรียกการแตกของเซลล์แบบผิดธรรมชาตินี้ว่า "เนโครซิส" ซึ่งจะปลดปล่อยเอาสารที่เป็นอันตรายในเซลล์นั้นๆ ออกมาทั้งหมดพร้อมกับไวรัส โดย หลังจากผู้ป่วยได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกจะต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันตลอด 38 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายปฏิเสธไขกระดูกใหม่ ปริมาณเม็ดเลือดขาวซีดี 4 จึงค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนถึงระดับปกติ และไม่มีการตรวจพบเชื้อไวรัสเอชไอวี อย่างไรก็ดี วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูกนั้นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ โดยคณะแพทย์ระบุว่า หากสามารถอยู่ร่วมกับไวรัสได้อาจจะดีกว่าเอาชนะมันด้วยวิธีดังกล่าว รายละเอียดตีพิมพ์ในวารสารโลหิตวิทยา "บลัด เจอร์นัล" ของสหรัฐ (วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7327 ข่าวสดรายวัน)แหล่งอ้างอิง : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?topic=290002.0
“ก่อนตะวันลับขอบฟ้า” ภาพจากบอลลูนเด็กไทยแตะขอบอวกาศ
หลังจากพยายามมาร่วม 2 ปี บอลลูนของเยาวชนไทยได้ลอยขึ้นฟ้าเพื่อแตะขอบอวกาศเป็นผลสำเร็จ แม้ไม่ได้ความสูงตามระดับที่ต้องการ แต่กล้องที่ติดตั้งในบอลลูนยังบันทึกภาพบรรยากาศรอบๆ ไว้ได้ก่อนตะวันลับขอบฟ้า และได้นำภาพมาเผยแพร่ ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ได้รับภาพถ่ายจากเยาวชนในโครงการปล่อยบอลลูนแตะขอบ อวกาศทีเอสอาร์ ไทย-วัน (TSR Thai-1) ซึ่งเป็นภาพจากกล้องที่ติดตั้งบนบอลลูนและได้ปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเมื่อ วันที่ 19 ธ.ค.53 ที่ผ่านมา เมื่อเวลา 17.28 น. และกล้องสามารถบันทึกภาพวิดีโอของทิวทัศน์รอบๆ ได้ก่อนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า โดยทีมตั้งเป้าหมายให้ลอยขึ้นสูงสุด 20 กิโลเมตร แต่ปรากฏว่าบอลลูนลอยขึ้นสูงสุด 15 กิโลเมตรก่อนตกลงมา ทั้งนี้ ทีมทีเอสอาร์เป็นกลุ่มเยาวชน 4 คน คือ พลกฤษณ์ สุขเฉลิม, จักรกฤษ เอี่ยมสวัสดิ์, ณัฐพงษ์ วงศ์เฟื่องฟูถาวร และวัลลภ ทองดอนง้าว ที่รวมกันเพื่อทำโครงการนี้ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว และประสบความสำเร็จในการปล่อยบอลลูนจาก อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ก่อนที่จะเดินทางไปเก็บกู้บอลลูนที่ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ในวันถัดมา สำหรับการปล่อยบอลลูนครั้งนี้ได้ติดสัมภาระขึ้นไปด้วย คือกล่องสื่อสารที่บรรจุอุปกรณ์ส่งสัญญาณระบุตำแหน่ง กล้องบันทึกภาพวิดีโอ และกล่องวิจัยที่บรรจุเมล็ดพืชชนิดต่างๆ เช่น เมล็ดข้าวโพด เมล็ดแตงโม เมล็ดพันธุ์หม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นต้น เพื่อทดลองว่าเมื่อเมล็ดพืชได้รับรังสีคอสมิคจากชั้นบรรยากาศสูงๆ แล้วจะกลายพันธุ์หรือไม่ โดยพวกเขาได้เก็บเมล็ดพืชชนิดเดียวกับที่นำขึ้นไปพร้อมบอลลูนไว้บนพื้นโลก ชุดหนึ่ง เพื่อนำมาทดลองปลูกเปรียบเทียบความแตกต่างต่อไป (โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 ธันวาคม 2553 13:37 น.)
พบดาวเคราะห์ใหม่นอกทางช้างเผือก ห่างจากโลก 2,000 ปีแสง
คณะนักดาราศาสตร์นานาชาติในประเทศชิลี ค้นพบดาวเคราะห์ก่อตัวนอกกาแล็กซีทางช้างเผือกที่โลกตั้งอยู่เป็นดวงแรก โดยมีลักษณะคล้ายดาวพฤหัสบดี หรือ 'จูปิเตอร์' ดาวดวงดังกล่าวมีชื่อ รหัสว่า 'HIP 13044' ตรวจพบด้วยกล้องโทร ทรรศน์ในประเทศชิลี ตั้งอยู่ห่างจากโลก 2,000 ปีแสง โคจรรอบดาวฤกษ์ ในกลุ่มดาวเฮลมี สตรีม ในกาแล็กซีแคระ หรือกาแล็กซีดอร์ฟ ซึ่งเป็นกาแล็กซีที่ถูกกาแล็กซีทางช้างเผือก หรือ 'มิลกี้ เวย์' ดูดกลืนเมื่อ 6-9 พันล้านปีก่อน ทำให้ดาวดวงนี้เข้ามาสังกัดในกาแล็กซีทางช้างเผือก เหมือนเป็นพวกต่างด้าว นัก ดาราศาสตร์ประเมินว่า ดาวดวงนี้ก่อตัวเมื่อช่วงต้น ก่อตั้งระบบสุริยะของมัน เป็นช่วงเวลาก่อนที่ดาวโลกของเรารวมกลุ่มจัดทีมกันในระบบสุริยจักรวาล ไรเยอร์ เคลเมนต์ จากสถาบันดาราศาสตร์มักซ์พลังก์ในไฮเดลเบิร์ก เยอรมนี ผู้ร่วมทีมค้นพบดาว กล่าวว่า เป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้นมาก "นับเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกกาแล็กซีทางช้างเผือก หลังจากที่ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา เราค้นพบดาวเคราะห์เกือบ 500 ดวง แต่ทั้งหมดอยู่ในถิ่นเราเอง เพราะมีข้อจำกัดเรื่องระยะทางอันไกลโพ้น" เคลเมนต์ กล่าว ด้านดร.จอห์นนี่ เซเทียวาน จากสถาบันเดียวกัน กล่าวว่า การค้นพบดาวดวงนี้ถือว่าฉีกกฎเดิมๆ ที่ดาวเกิดใหม่จะต้องอยู่ในถิ่นที่อุดมด้วยธาตุโลหะต่างๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ดาวเคราะห์ไปโผล่อยู่ท่ามกลางดาวอายุมากที่สภาพ อากาศเบาบาง นอกจากไฮโดรเจนกับฮีเลียมแล้วก็ไม่ค่อยมีธาตุอะไรอีก ดาวดวงนี้วงโคจรแคบมาก หนึ่งปีมีเพียง 16.2 วัน (วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7301 ข่าวสดรายวัน)แหล่งอ้างอิง : www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid...sectionid...day...
ผลวิจัยพบสารเคมีใน"ยาสีฟัน"อาจกระทบต่อสมองตัวอ่อนทารก
สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ว่า เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้เรียกร้องให้หน่วยงานของสหรัฐเร่งการตรวจสอบสาร เคมี"ทริโคแซน"ที่ก่อนหน้านี้ กลุ่มได้ค้นพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทกระทบทางสมองต่อตัวอ่อนในครรภ์มารดา โดยผลสำรวจก่อนหน้านี้พบว่า สารดังกล่าวจะขัดขวางการไหลเวียนโลหิตของมารดาไปยังมดลูก ทำให้สมองตัวอ่อนทารกขาดอ๊อกซิเจน หากมีการสะสมสารดังกล่าวมาก ๆ รายงานระบุว่า ที่ผ่านมา"สารทริโคแซน"ได้ถูกใช้อย่างกว้างขวางนับตั้งแต่ยาสีฟัน สบู่ล้างมือ และของเล่นบางชนิด แต่ที่ผ่านมา ได้เกิดกระแสวิตกเกี่ยวกับสารดังกล่าว โดยหน่วยงานอาหารและยาของสหรัฐ ได้ประกาศว่า กำลังตรวจสอบความปลอดภัยของสารทริโคแซน และในการศึกษาล่าสุดในแกะพบว่า สารดังกล่าวได้ขัดขวางฮอร์โมนเพศหญิงไม่ให้ไหลเวียนไปยังมดลูก โดยฮอร์โมนเพศหญิงจะช่วยขยายเส้นเลือดหลักที่นำกระแสโลหิตไปเลี้ยงตัวอ่อน (วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 11:14:49 น มติชน)แหล่งอ้างอิง : www.thaihospital.org/board/index.php?topic=904.0
ร่างกายมนุษย์
ในการศึกษาทางจิตวิทยา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ซึ่งการที่มนุษย์จะแสดงพฤติกรรมใด ๆ ออกมานั้นเป็นเพราะระบบการทำงานของร่างกาย ไม่ว่านักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้ทำการศึกษาค้นคว้ามาเป็นระยะเวลายาวนานต่างมีความคิดเห็นตรงกันว่าร่างกายมนุษย์ สัตว์ หรือพืชทั้งหลายจะมีโครงสร้างที่ประกอบขึ้นจากหน่วยที่เล็กที่สุดที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจนกระทั่งถึงส่วนประกอบที่ใหญ่ที่สุด แต่ละส่วนจะมีการทำงานที่สัมพันธ์กัน โดยไม่มีส่วนใดที่สามารถทำงานอย่างอิสระยกเว้นเม็ดเลือด โดยประมาณได้ว่า 75 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของร่างกายผู้ใหญ่ประกอบด้วยน้ำ ส่วนที่เหลือเป็นสารประกอบทางเคมี สารประกอบเหล่านี้รวมตัวกันเป็นเซลล์ หลายร้อยชนิด ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดของร่างกาย มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนที่สุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนพื้นโลก โดยเฉลี่ยแล้วร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์ 80 – 100 ล้านล้านเซลล์แต่ละชุดจะถูกกำหนดให้มีการเจริญเติบโตและทำหน้าที่เฉพาะ โดยเซลล์ชนิดเดียวกันจะรวมตัวเป็นเนื้อเยื่อ (tissues) เนื้อเยื่อหลาย ๆ ประเภทเมื่อมาทำงานร่วมกัน เรียกว่าอวัยวะ (organ) แต่ละอวัยวะเมื่อทำงานร่วมกันเรียกว่าระบบ (system)
ดังนั้น เมื่อเซลล์มารวมกลุ่มเป็นเนื้อเยื่อพิเศษ เช่น กล้ามเนื้อ เส้นประสาท กระดูก ฯลฯ เนื้อเยื่อเหล่านี้จะทำงานร่วมกันเป็นอวัยวะและในที่สุดอวัยวะเหล่านี้จะถูกจัดสรรเป็นระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ระบบกล้ามเนื้อ ระบบต่อมต่าง ๆ และระบบประสาท เป็นต้นระบบต่าง ๆ ในร่างกายระบบต่าง ๆ ในร่างกายมีการทำงานที่สัมพันธ์กันเพื่อให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ การทำงานของระบบภายในร่างกาย อาจจำแนกออกได้เป็น 10 ระบบ ดังนี้
ดังนั้น เมื่อเซลล์มารวมกลุ่มเป็นเนื้อเยื่อพิเศษ เช่น กล้ามเนื้อ เส้นประสาท กระดูก ฯลฯ เนื้อเยื่อเหล่านี้จะทำงานร่วมกันเป็นอวัยวะและในที่สุดอวัยวะเหล่านี้จะถูกจัดสรรเป็นระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ระบบกล้ามเนื้อ ระบบต่อมต่าง ๆ และระบบประสาท เป็นต้นระบบต่าง ๆ ในร่างกายระบบต่าง ๆ ในร่างกายมีการทำงานที่สัมพันธ์กันเพื่อให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ การทำงานของระบบภายในร่างกาย อาจจำแนกออกได้เป็น 10 ระบบ ดังนี้
1. ระบบผิวหนัง (Intergumentary System) ทำหน้าที่ห่อหุ้มปกคลุมร่างกาย ประกอบด้วยผิวหนัง (Skin) และอวัยวะที่เปลี่ยนแปลงมาจากผิวหนัง เช่น ขน ผม เล็บ ต่อมเหงื่อ ต่อมน้ำมัน
2. ระบบกล้ามเนื้อ (Muscular System) ทำหน้าที่ช่วยทำให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว
3. ระบบโครงกระดูก (Skeletal System) ทำหน้าที่ทำงานร่วมกับระบบกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นโครงร่างของร่างกายอีกด้วย
4. ระบบหมุนเวียนโลหิต (Circulatory System) ทำหน้าที่นำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และนำคาร์บอนไดออกไซด์กับของเสียจากเซลล์มาขับทิ้ง นอกจากนี้ ยังนำฮอร์โมนที่ผลิตได้จากต่อมไร้ท่อเพื่อส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
5. ระบบหายใจ (Respiratory System) ทำหน้าที่รับออกซิเจนจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายและนำคาร์บอนไดออกไซด์จากภายในออกมาขับทิ้งสู่ภายนอกร่างกาย โดยอาศัยระบบไหลเวียนโลหิตเป็นตัวกลางในการลำเลียงแก๊ส
6. ระบบประสาท (Nervous System) เป็นระบบที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของทุกระบบในร่างกาย ให้สัมพันธ์กันโดยทำงานร่วมกับระบบต่อมไร้ท่อนอกจากนี้ยังทำหน้าที่รับและตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก
7. ระบบต่อมต่าง ๆ (glands System) ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน (hormone) ซึ่งเป็นสารเคมีและของเหลวโดยทำงานร่วมกับระบบประสาทในการควบคุมปฏิกริยาการเผาผลาญต่าง ๆ ในร่างกาย
8. ระบบย่อยอาหาร (Digestive System) ทำหน้าที่ย่อยสลายอาหารที่รับประทานเข้าไปให้เป็นสารอาหาร และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
9. ระบบขับถ่าย (Excretory System) ทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการให้ออกจากร่างกาย
10. ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive System) ทำหน้าที่สืบทอด ดำรงและขยายเผ่าพันธุ์ ให้มีจำนวนมากขึ้น เพื่อไม่ให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์
2. ระบบกล้ามเนื้อ (Muscular System) ทำหน้าที่ช่วยทำให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว
3. ระบบโครงกระดูก (Skeletal System) ทำหน้าที่ทำงานร่วมกับระบบกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นโครงร่างของร่างกายอีกด้วย
4. ระบบหมุนเวียนโลหิต (Circulatory System) ทำหน้าที่นำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และนำคาร์บอนไดออกไซด์กับของเสียจากเซลล์มาขับทิ้ง นอกจากนี้ ยังนำฮอร์โมนที่ผลิตได้จากต่อมไร้ท่อเพื่อส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
5. ระบบหายใจ (Respiratory System) ทำหน้าที่รับออกซิเจนจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายและนำคาร์บอนไดออกไซด์จากภายในออกมาขับทิ้งสู่ภายนอกร่างกาย โดยอาศัยระบบไหลเวียนโลหิตเป็นตัวกลางในการลำเลียงแก๊ส
6. ระบบประสาท (Nervous System) เป็นระบบที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของทุกระบบในร่างกาย ให้สัมพันธ์กันโดยทำงานร่วมกับระบบต่อมไร้ท่อนอกจากนี้ยังทำหน้าที่รับและตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก
7. ระบบต่อมต่าง ๆ (glands System) ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน (hormone) ซึ่งเป็นสารเคมีและของเหลวโดยทำงานร่วมกับระบบประสาทในการควบคุมปฏิกริยาการเผาผลาญต่าง ๆ ในร่างกาย
8. ระบบย่อยอาหาร (Digestive System) ทำหน้าที่ย่อยสลายอาหารที่รับประทานเข้าไปให้เป็นสารอาหาร และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
9. ระบบขับถ่าย (Excretory System) ทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการให้ออกจากร่างกาย
10. ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive System) ทำหน้าที่สืบทอด ดำรงและขยายเผ่าพันธุ์ ให้มีจำนวนมากขึ้น เพื่อไม่ให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์
แหล่งอ้างอิง : www.anatomiethai.th.gs
นักวิทย์ญี่ปุ่นเจ๋ง แปลงพันธุกรรม"หนูร้องเป็นเสียงนก"หวังไขปริศนาวิวัฒนาการภาษาคน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ว่า นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโอซาก้าของญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในการปรับแปลงพันธุกรรมของหนูทดลอง ให้สามารถเปล่งเสียงนก จุดประสงค์เพื่อหวังไขปริศนาวิวัฒนาการของภาษามนุษย์ รายงานระบุว่า ขณะนี้มีหนูที่นำไปปรับแปลงพันธุกรรมให้เปล่งเสียงนกอีกเป็นจำนวน 100 กว่าตัว โดยการกลายพันธุ์ถือเป็นแรงผลักดันด้านวิวัฒนาการ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นได้สร้างหนูทดลองข้ามสายพันธุ์ เพื่อศึกษาด้วยว่าจะเกิดผลกระทบอะไรขึ้นกับหนูรุ่นอื่น ๆ และว่าขณะนี้ กลุ่มได้จับตาดูหนูที่พูดเสียงนก ว่าจะส่งกระทบใด ๆ ต่อกลุ่มของมันหรือไม่ ผลที่สังเกตได้คือ หนูที่อยู่ในกลุ่มหนูพูดเสียงนกได้ปล่อยเสียงแหลม ๆ มากกว่าหนูกลุ่มอื่น ทำให้วิเคราะห์ได้ว่า อาจมีการวิธีการสื่อสารแพร่หลายขึ้นในกลุ่มเหมือนภาษาถิ่น ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ยังได้มีวิเคราะห์เสียงนกเพื่อไขปริศนาวิวัฒนาการภาษาคน แต่กลุ่มนักวิทย์ชุดนี้ระบุว่า การทดลองกับหนูถือว่าดีกว่า เนื่องจากหนูเป็นสัตว์เลี้ยงด้วยนม และมีโครงสร้างทางสมองใกล้เคียงกับมนุษย์มากกว่านก(วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 13:00:11 น)
แหล่งอ้างอิง : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1292995897&grpid=&catid=06&subcatid=0600
แหล่งอ้างอิง : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1292995897&grpid=&catid=06&subcatid=0600
แสงสว่างมากยามกลางคืน ก่อโรคร้ายเป็นมะเร็งเต้านม
นักวิจัยยิวศึกษาพบว่า แสงสว่างในยามค่ำคืนกับโรคมะเร็งมีความเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่นขึ้น การศึกษาที่แล้วๆ มาเพียงแต่แสดงว่าการอยู่อาศัยในบริเวณที่มีแสงสว่างกลางคืนมากขึ้น อาจทำให้ผู้ชายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านมง่ายขึ้น นักวิจัยในมหาวิทยาลัยไฮฟา ของอิสราเอลได้ศึกษากับหนูทดลองพบว่า แสงสว่างยามค่ำคืนขัดขวางการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน ของต่อมเมล็ดสน และการกดฮอร์โมนไว้มีผลให้เนื้อร้ายเติบโตเร็วขึ้น พวกเขาได้ลงความเห็นว่าผลการศึกษาส่อว่าสาเหตุที่แสงสว่างยามค่ำคืน ไปกดฤทธิ์ฮอร์โมนเอาไว้ อาจมีส่วนเป็นสาเหตุทำให้จำนวนคนไข้โรคมะเร็ง ในอิสราเอลเกิดเพิ่มขึ้นอย่างน่าร้อนใจ ช่วงระยะเวลาสองสามปีที่แล้วมานี้ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันพฤหัสที่ 30 ธันวาคม 2553
แหล่งอ้างอิง : http://forum.khonkaenlink.info/index.php?topic=293704.0
โครงการหอสำรวจอวกาศใหม่เอี่ยม รับมือภัยระเบิดนิวตรอน
ใกล้ปีค.ศ. 2012 เข้าไปทุกที หลายคนที่กังวลว่า จะเป็นวันสิ้นโลกจริงหรือไม่ก็ต้องคอยดูต่อไป ส่วนนักดาราศาสตร์ก็ยังต้องทำหน้าที่ศึกษาและระวังภัยจากนอกโลกอยู่เหมือนเดิม แม้ด้วยเทคโนโลยีที่มนุษย์มีอยู่ทุกวันนี้แค่ร้อยละ 1 ของปรากฏ การณ์สำคัญในจักรวาลก็ยังสำรวจไม่หมด
โครงการหอคอยสำรวจอวกาศ "โฟร์ ไพ" ถูกตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสำรวจอวกาศอันไพศาลไปจนถึงปรากฏการณ์หายากต่างๆ โดยอาศัยกล้องคลื่นวิทยุ 4 ตัว ซึ่งถูกติดตั้งไว้บนหอคอยใน 4 ภูมิภาคทั่วโลก ได้แก่ 2 ตัวในทวีปยุโรป แอฟริกาใต้ และทางภาคตะวันตกของทวีปออสเตรเลีย นำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากกล้องรังสีเอกซเรย์ที่โคจรอยู่รอบโลก หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการดังกล่าว คือ การอธิบายปริศนาคาใจนักฟิสิกส์หลายข้อ เช่น ธรรมชาติของแรงดึงดูด เป็นต้น
นอกจากนี้ นักดาราศาสตร์ยังต้องการที่จะใช้โครงการดังกล่าวเพื่อการติดตามค้นหาปรากฏการณ์ "การชนกันของดาวนิวตรอน" (Neutron Star Collision) ซึ่งจะปลดปล่อยพลังมหาศาลถึงขั้นที่สามารถทำให้จักรวาลนั้นบิดเบี้ยวไปได้ แม้ปรากฏการณ์ที่กล่าวมานี้จะหาได้ยากมาก ทว่ามีอยู่และเกิดขึ้นได้จริง
ปรากฏการณ์การชนกันของดาวนิวตรอน เป็นการรวมกันระหว่างอนุภาคนิวตรอน 2 อนุภาคซึ่งเป็นแกนกลางของดาวเคราะห์ เกิดขึ้นระหว่างการระเบิดซูเปอร์โนวา ก่อเกิดกลุ่มดาวฤกษ์กับดาวเคราะห์มากมาย ปัญหามีอยู่ว่า หากอนุภาคนิวตรอนทั้งสองมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะทุกวันนี้ สภาพความหนาแน่นยิ่งยวดที่ตามมานั้นจะก่อให้เกิดการระเบิดของสนามแรงดึงดูดที่รุนแรงกว่าแรงดึงดูดโลกถึง 1 แสนล้านเท่า ซึ่งมากพอที่จะทำให้ทุกอย่างในจักรภพ แม้แต่เวลาถูกแรงกระทบมหาศาลบีบอัดและยืดออกอย่างฉับพลัน หากโลกอยู่ใกล้พอไม่ต้องพูดถึงว่ามนุษย์จะรอดหรือไม่ เพราะโลกอาจถึงขั้นแตกสลายไปทั้งดวง
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ขั้นรุนแรงนี้เป็นเพียงทฤษฎีและหาได้ยากมาก ส่วนระดับปกตินั้นเกิดขึ้นโดยทั่วไปในจักรวาล ...อย่าเพิ่งแตกตื่น!!
แหล่งอ้างอิง : http://www.khaosod.co.th/view_news
แหล่งอ้างอิง : http://www.khaosod.co.th/view_news
วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554
พื้นที่น้ำแข็งสะท้อนพลังงานแดดลดลง 0.45 วัตต์กระตุ้นโลกร้อนขึ้นอีก
เผยผลการศึกษาการหดของ พื้นที่น้ำแข็งและหิมะที่ปกคลุมซีกโลกทางเหนือ สะท้อนพลังงานแดดกลับสู่อวกาศได้น้อยกว่าเมื่อก่อน 0.45 วัตต์ กลายเป็นอีกปัจจัยของภาวะโลกร้อน และทุกองศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้นหมายถึงการสะท้อนพลังงานที่ลดลง 0.3-1.1 วัตต์ จากรายงานของรอยเตอร์ระบุว่า ข้อมูลดาวเทียมบ่งชี้ว่าน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งและหิมะในแถบอาร์กติกและน้ำแข็งของกรีนแลนด์ สะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์กลับสู่อวกาศได้น้อยลง ตามข้อมูลที่รวบรวมระหว่างปี 1979-2008 ซึ่งการลดลงของพื้นที่สีขาวซึ่งช่วยปกป้องแสงแดดนี้ได้เพิ่มพื้นที่ของน้ำ และพื้นดิน ซึ่งทั้งคู่มีสีที่เข้มกว่าและดูดกลืนความร้อนได้มากกว่าพื้นที่ขาวด้วย จากการศึกษาประมาณว่า น้ำแข็งและหิมะในซีกโลกเหนือขณะนี้ได้สะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์กลับสู่ ชั้นบรรยากาศด้านบนเพียงตารางเมตรละ 3.3 วัตต์ ซึ่งลดลงจากช่วงปลายทศวรรษ 1970 ประมาณตารางเมตรละ 0.45 วัตต์ “ปรากฏการณ์ความเย็นถูกลดลง และได้เพิ่มปริมาณพลังงานแสงอาทิตย์ที่ดาวเคราะห์ของเราดูดกลืนมากขึ้น ซึ่งค่าการลดลงของการสะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์นี้มากกว่าในแบบจำลองสภาพภูมิ อากาศที่มีอยู่ในปัจจุบัน” มาร์ก แฟลนเนอร์ (Mark Flanner) ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) และเป็นหัวหน้าคณะในการศึกษาครั้งนี้กล่าว ซึ่งได้เผยแพร่ผลงานในวารสารเนเจอร์จีโอไซน์ (Nature Geoscience) แฟลนเนอร์กล่าวถึงบทสรุปของการศึกษาว่า บริเวณไครโอสเฟียร์ (cryosphere) หรือบริเวณที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง และหิมะนั้นมีผลกระทบต่อความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากกว่าที่เคย เข้าใจด้วย ทั้งนี้ ยิ่งมีพื้นดินและน้ำที่รับแสงแดดมากเท่าไร การดูดซับความร้อนยิ่งเร่งการละลายของหิมะและน้ำแข็งมากขึ้น และน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกที่ลดลงในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี้เป็นไปในทิศ ทางที่คณะนักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศของสหประชาชาติกล่าวโทษว่า เป็นผลกระทบหลักๆ จากก๊าซเรือนกระจกที่มนุษยชาติได้เผาผลาญพลังงานฟอสซิลในโรงงาน โรงไฟฟ้าและรถยนต์ นอกจากนี้หลายๆ การศึกษายังชี้ว่าน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกจะหายไปหมดในช่วงฤดูร้อนของศตวรรษ นี้ ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวจะทำลายวัฒนธรรมการล่าของชนพื้นเมือง และคุกคามหมีขั้วโลกกับสัตว์ชนิดอื่นๆ ตลอดจนการเพิ่มปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกอีกด้วย อย่างไรก็ดี แฟลนเนอร์กล่าวว่าเป็นไปไม่ได้ ที่จะวาดข้อสรุปจากการศึกษาครั้งนี้ถึงอัตราการละลายของน้ำแข็งในอนาคต เพราะเป็นการศึกษาบนข้อมูลย้อนหลังกลับไปเพียง 30 ปีเท่านั้น และยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมาที่ทำลายสภาพภูมิอากาศ ซึ่งในปัจจัยอื่นนั้นรวมถึงเมฆที่จะมีมากขึ้นบนโลกที่ร้อนขึ้นและจะกลายเป็น หลังคาสีขาวที่สะท้อนแสงอาทิตย์ออกไป หรืออาจจะมีไอน้ำที่ดักจับความร้อนมากขึ้นในชั้นบรรยากาศ การศึกษาในครั้งนี้ประมาณว่า อุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส หมายถึงน้ำแข็งและหิมะในซีกโลกเหนือลดการสะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์สู่อวกาศลง ตารางเมตรละ 0.3-1.1 วัตต์ และในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาอุณหภูมิในซีกโลกเหนือได้เพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 0.75 องศาเซลเซียส แต่ทีมวิจัยไม่ได้ศึกษาในส่วนของซีกโลกใต้ที่ทวีปแอนตาร์กติกาที่มีปริมาณ น้ำแข็งมากกว่า และยังหนาวจัดกว่า อีกทั้งแสดงสัญลักษณ์ของผลกระทบจากโลกร้อนน้อยกว่าด้วย “โดยภาพรวมระดับโลก ดาวเคราะห์ของเราดูดกลืนพลังงานแสงอาทิตย์เฉลี่ยทั้งปีในอัตราประมาณ 240 วัตต์ต่อตารางเมตร และโลกอาจเข้มขึ้นแล้วดูดกลืนพลังงานอีก 3.3 วัตต์เมื่อไม่มีพื้นที่น้ำแข็งในซีกโลกเหนือ” แฟลนเนอร์กล่าว. (โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 มกราคม 2554 10:14 น.) แหล่งอ้างอิง : http://manager.co.th/Science/ViewNews.
พบยีสต์ทนความร้อนในการผลิตเอทานอ
นักวิจัย ไทย-ญี่ปุ่นค้นพบยีสต์ทนความร้อนเป็นแห่งแรกของโลก บริษัทญี่ปุ่นขอรวมวิจัยเพื่อพัฒนาไปสู่การนำใช้ในการผลิตสารต่างๆ ในเชิงพาณิชย์ รศ.นงนิตย์ ธีระวัฒนสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นประธานแถลงข่าว นักวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมายากุชิ ประเทศญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในการค้นพบยีสต์ทนความร้อนเป็นแห่งแรกของโลกได้ค้นพบยีสต์ในกลุ่มคูเวโรมัยซีท มาร์ซิอานัส (Yeast, Kluyveromyces marxianus) ยีสต์ในกลุ่ม คูเวโรมัยซีท มาร์ซิอานัส เป็นยีสต์ทนร้อนที่มีความสามารถในการผลิตเอทานอลได้ที่อุณหภูมิสูง เป็นประโยชน์อย่างมากต่อกระบวนการผลิตเอทานอล ในระดับอุตสาหกรรมทั่วโลก เนื่องจากในปัจจุบันการผลิตเอทานอลโดยทั่วไปใช้ยีสต์กลุ่มแซคคาโรมัยสีท ซีรีไวซิอี้ (Saccharomyces cerevisiae) ซึ่งไม่สามารถผลิตเอทานอลได้ที่อุณหภูมิสูง ต้องมีการหล่อเย็นถังหมัก ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานอย่างมาก การค้นพบดังกล่าวเป็นการค้นพบภายใต้โครงการวิจัยชื่อ “โครงการการผลิตเอทานอลด้วยลิกโนเซลลูโลส ด้วยกระบวนการ simultaneous saccharification and fermentation ด้วยเชื้อราและยีสต์ทนร้อน” ซึ่งรับสนับสนุนทุนวิจัยจากสภาวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผ่านมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 (วันที่ 21 มกราคม 2554 13:31 กรุงเทพธุรกิจ)
แหล่งอ้างอิง : http://www.siweb.dss.go.th/news
วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)













