เกี่ยวกับAiwaiw

รูปภาพของฉัน
น่ารัก,สนุกสนาน,ร่าเริง

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

ร่างกายมนุษย์

          ในการศึกษาทางจิตวิทยา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ซึ่งการที่มนุษย์จะแสดงพฤติกรรมใด ๆ ออกมานั้นเป็นเพราะระบบการทำงานของร่างกาย ไม่ว่านักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้ทำการศึกษาค้นคว้ามาเป็นระยะเวลายาวนานต่างมีความคิดเห็นตรงกันว่าร่างกายมนุษย์ สัตว์ หรือพืชทั้งหลายจะมีโครงสร้างที่ประกอบขึ้นจากหน่วยที่เล็กที่สุดที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจนกระทั่งถึงส่วนประกอบที่ใหญ่ที่สุด แต่ละส่วนจะมีการทำงานที่สัมพันธ์กัน โดยไม่มีส่วนใดที่สามารถทำงานอย่างอิสระยกเว้นเม็ดเลือด โดยประมาณได้ว่า 75 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของร่างกายผู้ใหญ่ประกอบด้วยน้ำ ส่วนที่เหลือเป็นสารประกอบทางเคมี สารประกอบเหล่านี้รวมตัวกันเป็นเซลล์ หลายร้อยชนิด ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดของร่างกาย มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนที่สุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนพื้นโลก โดยเฉลี่ยแล้วร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์ 80 – 100 ล้านล้านเซลล์แต่ละชุดจะถูกกำหนดให้มีการเจริญเติบโตและทำหน้าที่เฉพาะ โดยเซลล์ชนิดเดียวกันจะรวมตัวเป็นเนื้อเยื่อ (tissues) เนื้อเยื่อหลาย ๆ ประเภทเมื่อมาทำงานร่วมกัน เรียกว่าอวัยวะ (organ) แต่ละอวัยวะเมื่อทำงานร่วมกันเรียกว่าระบบ (system)
ดังนั้น เมื่อเซลล์มารวมกลุ่มเป็นเนื้อเยื่อพิเศษ เช่น กล้ามเนื้อ เส้นประสาท กระดูก ฯลฯ เนื้อเยื่อเหล่านี้จะทำงานร่วมกันเป็นอวัยวะและในที่สุดอวัยวะเหล่านี้จะถูกจัดสรรเป็นระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ระบบกล้ามเนื้อ ระบบต่อมต่าง ๆ และระบบประสาท เป็นต้นระบบต่าง ๆ ในร่างกายระบบต่าง ๆ ในร่างกายมีการทำงานที่สัมพันธ์กันเพื่อให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ การทำงานของระบบภายในร่างกาย อาจจำแนกออกได้เป็น 10
ระบบ ดังนี้
1. ระบบผิวหนัง (Intergumentary System) ทำหน้าที่ห่อหุ้มปกคลุมร่างกาย ประกอบด้วยผิวหนัง (Skin) และอวัยวะที่เปลี่ยนแปลงมาจากผิวหนัง เช่น ขน ผม เล็บ ต่อมเหงื่อ ต่อมน้ำมัน
2. ระบบกล้ามเนื้อ (Muscular System) ทำหน้าที่ช่วยทำให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว
3. ระบบโครงกระดูก (Skeletal System) ทำหน้าที่ทำงานร่วมกับระบบกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นโครงร่างของร่างกายอีกด้วย
4. ระบบหมุนเวียนโลหิต (Circulatory System) ทำหน้าที่นำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และนำคาร์บอนไดออกไซด์กับของเสียจากเซลล์มาขับทิ้ง นอกจากนี้ ยังนำฮอร์โมนที่ผลิตได้จากต่อมไร้ท่อเพื่อส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
5. ระบบหายใจ (Respiratory System) ทำหน้าที่รับออกซิเจนจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายและนำคาร์บอนไดออกไซด์จากภายในออกมาขับทิ้งสู่ภายนอกร่างกาย โดยอาศัยระบบไหลเวียนโลหิตเป็นตัวกลางในการลำเลียงแก๊ส
6. ระบบประสาท (Nervous System) เป็นระบบที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของทุกระบบในร่างกาย ให้สัมพันธ์กันโดยทำงานร่วมกับระบบต่อมไร้ท่อนอกจากนี้ยังทำหน้าที่รับและตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก
7. ระบบต่อมต่าง ๆ (glands System) ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน (hormone) ซึ่งเป็นสารเคมีและของเหลวโดยทำงานร่วมกับระบบประสาทในการควบคุมปฏิกริยาการเผาผลาญต่าง ๆ ในร่างกาย
8. ระบบย่อยอาหาร (Digestive System) ทำหน้าที่ย่อยสลายอาหารที่รับประทานเข้าไปให้เป็นสารอาหาร และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
9. ระบบขับถ่าย (Excretory System) ทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการให้ออกจากร่างกาย
10. ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive System) ทำหน้าที่สืบทอด ดำรงและขยายเผ่าพันธุ์ ให้มีจำนวนมากขึ้น เพื่อไม่ให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์
แหล่งอ้างอิง : www.anatomiethai.th.gs

นักวิทย์ญี่ปุ่นเจ๋ง แปลงพันธุกรรม"หนูร้องเป็นเสียงนก"หวังไขปริศนาวิวัฒนาการภาษาคน

        สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ว่า นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโอซาก้าของญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในการปรับแปลงพันธุกรรมของหนูทดลอง ให้สามารถเปล่งเสียงนก จุดประสงค์เพื่อหวังไขปริศนาวิวัฒนาการของภาษามนุษย์ รายงานระบุว่า ขณะนี้มีหนูที่นำไปปรับแปลงพันธุกรรมให้เปล่งเสียงนกอีกเป็นจำนวน 100 กว่าตัว โดยการกลายพันธุ์ถือเป็นแรงผลักดันด้านวิวัฒนาการ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นได้สร้างหนูทดลองข้ามสายพันธุ์ เพื่อศึกษาด้วยว่าจะเกิดผลกระทบอะไรขึ้นกับหนูรุ่นอื่น ๆ และว่าขณะนี้ กลุ่มได้จับตาดูหนูที่พูดเสียงนก ว่าจะส่งกระทบใด ๆ ต่อกลุ่มของมันหรือไม่ ผลที่สังเกตได้คือ หนูที่อยู่ในกลุ่มหนูพูดเสียงนกได้ปล่อยเสียงแหลม ๆ มากกว่าหนูกลุ่มอื่น ทำให้วิเคราะห์ได้ว่า อาจมีการวิธีการสื่อสารแพร่หลายขึ้นในกลุ่มเหมือนภาษาถิ่น ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ยังได้มีวิเคราะห์เสียงนกเพื่อไขปริศนาวิวัฒนาการภาษาคน แต่กลุ่มนักวิทย์ชุดนี้ระบุว่า การทดลองกับหนูถือว่าดีกว่า เนื่องจากหนูเป็นสัตว์เลี้ยงด้วยนม และมีโครงสร้างทางสมองใกล้เคียงกับมนุษย์มากกว่านก(วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 13:00:11 น)
แหล่งอ้างอิง  :  http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1292995897&grpid=&catid=06&subcatid=0600

แสงสว่างมากยามกลางคืน ก่อโรคร้ายเป็นมะเร็งเต้านม

            นักวิจัยยิวศึกษาพบว่า แสงสว่างในยามค่ำคืนกับโรคมะเร็งมีความเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่นขึ้น การศึกษาที่แล้วๆ มาเพียงแต่แสดงว่าการอยู่อาศัยในบริเวณที่มีแสงสว่างกลางคืนมากขึ้น อาจทำให้ผู้ชายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านมง่ายขึ้น นักวิจัยในมหาวิทยาลัยไฮฟา ของอิสราเอลได้ศึกษากับหนูทดลองพบว่า แสงสว่างยามค่ำคืนขัดขวางการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน ของต่อมเมล็ดสน และการกดฮอร์โมนไว้มีผลให้เนื้อร้ายเติบโตเร็วขึ้น พวกเขาได้ลงความเห็นว่าผลการศึกษาส่อว่าสาเหตุที่แสงสว่างยามค่ำคืน ไปกดฤทธิ์ฮอร์โมนเอาไว้ อาจมีส่วนเป็นสาเหตุทำให้จำนวนคนไข้โรคมะเร็ง ในอิสราเอลเกิดเพิ่มขึ้นอย่างน่าร้อนใจ ช่วงระยะเวลาสองสามปีที่แล้วมานี้ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันพฤหัสที่ 30 ธันวาคม 2553
แหล่งอ้างอิง :  http://forum.khonkaenlink.info/index.php?topic=293704.0

โครงการหอสำรวจอวกาศใหม่เอี่ยม รับมือภัยระเบิดนิวตรอน

            ใกล้ปีค.ศ. 2012 เข้าไปทุกที หลายคนที่กังวลว่า จะเป็นวันสิ้นโลกจริงหรือไม่ก็ต้องคอยดูต่อไป ส่วนนักดาราศาสตร์ก็ยังต้องทำหน้าที่ศึกษาและระวังภัยจากนอกโลกอยู่เหมือนเดิม แม้ด้วยเทคโนโลยีที่มนุษย์มีอยู่ทุกวันนี้แค่ร้อยละ 1 ของปรากฏ การณ์สำคัญในจักรวาลก็ยังสำรวจไม่หมด
             โครงการหอคอยสำรวจอวกาศ "โฟร์ ไพ" ถูกตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสำรวจอวกาศอันไพศาลไปจนถึงปรากฏการณ์หายากต่างๆ โดยอาศัยกล้องคลื่นวิทยุ 4 ตัว ซึ่งถูกติดตั้งไว้บนหอคอยใน 4 ภูมิภาคทั่วโลก ได้แก่ 2 ตัวในทวีปยุโรป แอฟริกาใต้ และทางภาคตะวันตกของทวีปออสเตรเลีย นำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากกล้องรังสีเอกซเรย์ที่โคจรอยู่รอบโลก หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการดังกล่าว คือ การอธิบายปริศนาคาใจนักฟิสิกส์หลายข้อ เช่น ธรรมชาติของแรงดึงดูด เป็นต้น
             นอกจากนี้ นักดาราศาสตร์ยังต้องการที่จะใช้โครงการดังกล่าวเพื่อการติดตามค้นหาปรากฏการณ์ "การชนกันของดาวนิวตรอน" (Neutron Star Collision) ซึ่งจะปลดปล่อยพลังมหาศาลถึงขั้นที่สามารถทำให้จักรวาลนั้นบิดเบี้ยวไปได้ แม้ปรากฏการณ์ที่กล่าวมานี้จะหาได้ยากมาก ทว่ามีอยู่และเกิดขึ้นได้จริง
                ปรากฏการณ์การชนกันของดาวนิวตรอน เป็นการรวมกันระหว่างอนุภาคนิวตรอน 2 อนุภาคซึ่งเป็นแกนกลางของดาวเคราะห์ เกิดขึ้นระหว่างการระเบิดซูเปอร์โนวา ก่อเกิดกลุ่มดาวฤกษ์กับดาวเคราะห์มากมาย ปัญหามีอยู่ว่า หากอนุภาคนิวตรอนทั้งสองมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะทุกวันนี้ สภาพความหนาแน่นยิ่งยวดที่ตามมานั้นจะก่อให้เกิดการระเบิดของสนามแรงดึงดูดที่รุนแรงกว่าแรงดึงดูดโลกถึง 1 แสนล้านเท่า ซึ่งมากพอที่จะทำให้ทุกอย่างในจักรภพ แม้แต่เวลาถูกแรงกระทบมหาศาลบีบอัดและยืดออกอย่างฉับพลัน หากโลกอยู่ใกล้พอไม่ต้องพูดถึงว่ามนุษย์จะรอดหรือไม่ เพราะโลกอาจถึงขั้นแตกสลายไปทั้งดวง                  
              อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ขั้นรุนแรงนี้เป็นเพียงทฤษฎีและหาได้ยากมาก ส่วนระดับปกตินั้นเกิดขึ้นโดยทั่วไปในจักรวาล ...อย่าเพิ่งแตกตื่น!!

แหล่งอ้างอิง :  http://www.khaosod.co.th/view_news

วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

พื้นที่น้ำแข็งสะท้อนพลังงานแดดลดลง 0.45 วัตต์กระตุ้นโลกร้อนขึ้นอีก

      

          เผยผลการศึกษาการหดของ พื้นที่น้ำแข็งและหิมะที่ปกคลุมซีกโลกทางเหนือ สะท้อนพลังงานแดดกลับสู่อวกาศได้น้อยกว่าเมื่อก่อน 0.45 วัตต์ กลายเป็นอีกปัจจัยของภาวะโลกร้อน และทุกองศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้นหมายถึงการสะท้อนพลังงานที่ลดลง 0.3-1.1 วัตต์ จากรายงานของรอยเตอร์ระบุว่า ข้อมูลดาวเทียมบ่งชี้ว่าน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งและหิมะในแถบอาร์กติกและน้ำแข็งของกรีนแลนด์ สะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์กลับสู่อวกาศได้น้อยลง ตามข้อมูลที่รวบรวมระหว่างปี 1979-2008 ซึ่งการลดลงของพื้นที่สีขาวซึ่งช่วยปกป้องแสงแดดนี้ได้เพิ่มพื้นที่ของน้ำ และพื้นดิน ซึ่งทั้งคู่มีสีที่เข้มกว่าและดูดกลืนความร้อนได้มากกว่าพื้นที่ขาวด้วย จากการศึกษาประมาณว่า น้ำแข็งและหิมะในซีกโลกเหนือขณะนี้ได้สะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์กลับสู่ ชั้นบรรยากาศด้านบนเพียงตารางเมตรละ 3.3 วัตต์ ซึ่งลดลงจากช่วงปลายทศวรรษ 1970 ประมาณตารางเมตรละ 0.45 วัตต์ ปรากฏการณ์ความเย็นถูกลดลง และได้เพิ่มปริมาณพลังงานแสงอาทิตย์ที่ดาวเคราะห์ของเราดูดกลืนมากขึ้น ซึ่งค่าการลดลงของการสะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์นี้มากกว่าในแบบจำลองสภาพภูมิ อากาศที่มีอยู่ในปัจจุบันมาร์ก แฟลนเนอร์ (Mark Flanner) ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) และเป็นหัวหน้าคณะในการศึกษาครั้งนี้กล่าว ซึ่งได้เผยแพร่ผลงานในวารสารเนเจอร์จีโอไซน์ (Nature Geoscience) แฟลนเนอร์กล่าวถึงบทสรุปของการศึกษาว่า บริเวณไครโอสเฟียร์ (cryosphere) หรือบริเวณที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง และหิมะนั้นมีผลกระทบต่อความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากกว่าที่เคย เข้าใจด้วย ทั้งนี้ ยิ่งมีพื้นดินและน้ำที่รับแสงแดดมากเท่าไร การดูดซับความร้อนยิ่งเร่งการละลายของหิมะและน้ำแข็งมากขึ้น และน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกที่ลดลงในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี้เป็นไปในทิศ ทางที่คณะนักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศของสหประชาชาติกล่าวโทษว่า เป็นผลกระทบหลักๆ จากก๊าซเรือนกระจกที่มนุษยชาติได้เผาผลาญพลังงานฟอสซิลในโรงงาน โรงไฟฟ้าและรถยนต์ นอกจากนี้หลายๆ การศึกษายังชี้ว่าน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกจะหายไปหมดในช่วงฤดูร้อนของศตวรรษ นี้ ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวจะทำลายวัฒนธรรมการล่าของชนพื้นเมือง และคุกคามหมีขั้วโลกกับสัตว์ชนิดอื่นๆ ตลอดจนการเพิ่มปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกอีกด้วย อย่างไรก็ดี แฟลนเนอร์กล่าวว่าเป็นไปไม่ได้ ที่จะวาดข้อสรุปจากการศึกษาครั้งนี้ถึงอัตราการละลายของน้ำแข็งในอนาคต เพราะเป็นการศึกษาบนข้อมูลย้อนหลังกลับไปเพียง 30 ปีเท่านั้น และยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมาที่ทำลายสภาพภูมิอากาศ ซึ่งในปัจจัยอื่นนั้นรวมถึงเมฆที่จะมีมากขึ้นบนโลกที่ร้อนขึ้นและจะกลายเป็น หลังคาสีขาวที่สะท้อนแสงอาทิตย์ออกไป หรืออาจจะมีไอน้ำที่ดักจับความร้อนมากขึ้นในชั้นบรรยากาศ การศึกษาในครั้งนี้ประมาณว่า อุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส หมายถึงน้ำแข็งและหิมะในซีกโลกเหนือลดการสะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์สู่อวกาศลง ตารางเมตรละ 0.3-1.1 วัตต์ และในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาอุณหภูมิในซีกโลกเหนือได้เพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 0.75 องศาเซลเซียส แต่ทีมวิจัยไม่ได้ศึกษาในส่วนของซีกโลกใต้ที่ทวีปแอนตาร์กติกาที่มีปริมาณ น้ำแข็งมากกว่า และยังหนาวจัดกว่า อีกทั้งแสดงสัญลักษณ์ของผลกระทบจากโลกร้อนน้อยกว่าด้วย โดยภาพรวมระดับโลก ดาวเคราะห์ของเราดูดกลืนพลังงานแสงอาทิตย์เฉลี่ยทั้งปีในอัตราประมาณ 240 วัตต์ต่อตารางเมตร และโลกอาจเข้มขึ้นแล้วดูดกลืนพลังงานอีก 3.3 วัตต์เมื่อไม่มีพื้นที่น้ำแข็งในซีกโลกเหนือแฟลนเนอร์กล่าว. (โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 มกราคม 2554 10:14 น.)
 แหล่งอ้างอิง :  http://manager.co.th/Science/ViewNews.

พบยีสต์ทนความร้อนในการผลิตเอทานอ

             นักวิจัย ไทย-ญี่ปุ่นค้นพบยีสต์ทนความร้อนเป็นแห่งแรกของโลก บริษัทญี่ปุ่นขอรวมวิจัยเพื่อพัฒนาไปสู่การนำใช้ในการผลิตสารต่างๆ ในเชิงพาณิชย์ รศ.นงนิตย์ ธีระวัฒนสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นประธานแถลงข่าว นักวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมายากุชิ ประเทศญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในการค้นพบยีสต์ทนความร้อนเป็นแห่งแรกของโลกได้ค้นพบยีสต์ในกลุ่มคูเวโรมัยซีท มาร์ซิอานัส (Yeast, Kluyveromyces marxianus) ยีสต์ในกลุ่ม คูเวโรมัยซีท มาร์ซิอานัส เป็นยีสต์ทนร้อนที่มีความสามารถในการผลิตเอทานอลได้ที่อุณหภูมิสูง เป็นประโยชน์อย่างมากต่อกระบวนการผลิตเอทานอล ในระดับอุตสาหกรรมทั่วโลก เนื่องจากในปัจจุบันการผลิตเอทานอลโดยทั่วไปใช้ยีสต์กลุ่มแซคคาโรมัยสีท ซีรีไวซิอี้ (Saccharomyces cerevisiae) ซึ่งไม่สามารถผลิตเอทานอลได้ที่อุณหภูมิสูง ต้องมีการหล่อเย็นถังหมัก ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานอย่างมาก การค้นพบดังกล่าวเป็นการค้นพบภายใต้โครงการวิจัยชื่อ โครงการการผลิตเอทานอลด้วยลิกโนเซลลูโลส ด้วยกระบวนการ simultaneous saccharification and fermentation ด้วยเชื้อราและยีสต์ทนร้อนซึ่งรับสนับสนุนทุนวิจัยจากสภาวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผ่านมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 (วันที่ 21 มกราคม 2554 13:31 กรุงเทพธุรกิจ)
แหล่งอ้างอิง :  http://www.siweb.dss.go.th/news