เกี่ยวกับAiwaiw

รูปภาพของฉัน
น่ารัก,สนุกสนาน,ร่าเริง

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

ปลูกถ่ายไขกระดูกให้ผู้ป่วยเอดส์ กำราบเชื้อไวรัส'เอชไอวี'

          
            โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือ เอดส์ เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ฆ่าเม็ดเลือดขาวในร่างกายและทำให้เสียชีวิตจาก โรคฉกฉวยโอกาส จนถึงวันนี้ยังไม่พบวิธีการรักษาในตลอดการวิจัยปีแล้วปีเล่าจนหลายคนเริ่มจะ เชื่อว่า "เอดส์ไม่มีทางรักษา" ทว่าล่าสุดคณะแพทย์จากกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงเยอรมนี ประกาศความสำเร็จ ในค้นพบวิธีการกำราบเชื้อเอชไอวี หลังสามารถรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นในโรคเอดส์ โดยเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคถูกร่างกายส่วนที่เรียกว่า "ไขกระดูก" ผลิตออกมาขณะยังเป็นตัวอ่อนและไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งทางคณะแพทย์แก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการนำไขกระดูกจากผู้บริจาคที่ถูกค้นพบ ว่ามีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อเอชไอวี มาปลูกถ่ายในผู้ป่วยในปี 2550 ด้วยเทคนิคสเต็มเซลล์ คุณสมบัติต่อต้านดังกล่าวมาจากการที่ไข กระดูกสามารถผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ไม่มี "โค-รีเซ็ปเตอร์ซีซีอาร์ 5" มีลักษณะเป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากเซลล์ใช้รองรับการเชื่อม ต่อกับรีเซ็ปเตอร์ชนิดอื่นเพื่อติดต่อสื่อสารระหว่างเซลล์ โดยไวรัสเอชไอวีจะจับกับโค-รีเซ็ปเตอร์ซีซีอาร์ 5 ซึ่งอยู่บนเม็ดเลือดขาวที่มี "รีเซ็ปเตอร์ ซีดี 4" อยู่ในเม็ดเลือดขาวประเภท "ลิม โฟไซต์" ชนิดเฮล์ปเปอร์ หรือ "ที-เฮล์ปเปอร์" ซึ่งทำหน้าที่ผลิตสารประเภทไซโตคาย์น มีฤทธิ์ต่อต้านการรุกรานเชื้อไวรัสเข้าสู่เซลล์ โดยเชื้อเอชไอวีจะฉีดสารพันธุกรรมของมันเข้าไปในที-เฮล์ปเปอร์ และผลิตไวรัสตัวใหม่ออกมาจำนวนมากภายใน กระทั่งเซลล์ของที-เฮล์ปเปอร์ระเบิดออกมา เรียกการแตกของเซลล์แบบผิดธรรมชาตินี้ว่า "เนโครซิส" ซึ่งจะปลดปล่อยเอาสารที่เป็นอันตรายในเซลล์นั้นๆ ออกมาทั้งหมดพร้อมกับไวรัส โดย หลังจากผู้ป่วยได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกจะต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันตลอด 38 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายปฏิเสธไขกระดูกใหม่ ปริมาณเม็ดเลือดขาวซีดี 4 จึงค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนถึงระดับปกติ และไม่มีการตรวจพบเชื้อไวรัสเอชไอวี อย่างไรก็ดี วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูกนั้นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ โดยคณะแพทย์ระบุว่า หากสามารถอยู่ร่วมกับไวรัสได้อาจจะดีกว่าเอาชนะมันด้วยวิธีดังกล่าว รายละเอียดตีพิมพ์ในวารสารโลหิตวิทยา "บลัด เจอร์นัล" ของสหรัฐ (วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7327 ข่าวสดรายวัน)
แหล่งอ้างอิง  :  http://forum.khonkaenlink.info/index.php?topic=290002.0

“ก่อนตะวันลับขอบฟ้า” ภาพจากบอลลูนเด็กไทยแตะขอบอวกาศ

      
            หลังจากพยายามมาร่วม 2 ปี บอลลูนของเยาวชนไทยได้ลอยขึ้นฟ้าเพื่อแตะขอบอวกาศเป็นผลสำเร็จ แม้ไม่ได้ความสูงตามระดับที่ต้องการ แต่กล้องที่ติดตั้งในบอลลูนยังบันทึกภาพบรรยากาศรอบๆ ไว้ได้ก่อนตะวันลับขอบฟ้า และได้นำภาพมาเผยแพร่ ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ได้รับภาพถ่ายจากเยาวชนในโครงการปล่อยบอลลูนแตะขอบ อวกาศทีเอสอาร์ ไทย-วัน (TSR Thai-1) ซึ่งเป็นภาพจากกล้องที่ติดตั้งบนบอลลูนและได้ปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเมื่อ วันที่ 19 ธ.ค.53 ที่ผ่านมา เมื่อเวลา 17.28 น. และกล้องสามารถบันทึกภาพวิดีโอของทิวทัศน์รอบๆ ได้ก่อนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า โดยทีมตั้งเป้าหมายให้ลอยขึ้นสูงสุด 20 กิโลเมตร แต่ปรากฏว่าบอลลูนลอยขึ้นสูงสุด 15 กิโลเมตรก่อนตกลงมา ทั้งนี้ ทีมทีเอสอาร์เป็นกลุ่มเยาวชน 4 คน คือ พลกฤษณ์ สุขเฉลิม, จักรกฤษ เอี่ยมสวัสดิ์, ณัฐพงษ์ วงศ์เฟื่องฟูถาวร และวัลลภ ทองดอนง้าว ที่รวมกันเพื่อทำโครงการนี้ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว และประสบความสำเร็จในการปล่อยบอลลูนจาก อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ก่อนที่จะเดินทางไปเก็บกู้บอลลูนที่ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ในวันถัดมา สำหรับการปล่อยบอลลูนครั้งนี้ได้ติดสัมภาระขึ้นไปด้วย คือกล่องสื่อสารที่บรรจุอุปกรณ์ส่งสัญญาณระบุตำแหน่ง กล้องบันทึกภาพวิดีโอ และกล่องวิจัยที่บรรจุเมล็ดพืชชนิดต่างๆ เช่น เมล็ดข้าวโพด เมล็ดแตงโม เมล็ดพันธุ์หม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นต้น เพื่อทดลองว่าเมื่อเมล็ดพืชได้รับรังสีคอสมิคจากชั้นบรรยากาศสูงๆ แล้วจะกลายพันธุ์หรือไม่ โดยพวกเขาได้เก็บเมล็ดพืชชนิดเดียวกับที่นำขึ้นไปพร้อมบอลลูนไว้บนพื้นโลก ชุดหนึ่ง เพื่อนำมาทดลองปลูกเปรียบเทียบความแตกต่างต่อไป (โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 ธันวาคม 2553 13:37 น.)
 

พบดาวเคราะห์ใหม่นอกทางช้างเผือก ห่างจากโลก 2,000 ปีแสง

              คณะนักดาราศาสตร์นานาชาติในประเทศชิลี ค้นพบดาวเคราะห์ก่อตัวนอกกาแล็กซีทางช้างเผือกที่โลกตั้งอยู่เป็นดวงแรก โดยมีลักษณะคล้ายดาวพฤหัสบดี หรือ    'จูปิเตอร์' ดาวดวงดังกล่าวมีชื่อ รหัสว่า 'HIP 13044' ตรวจพบด้วยกล้องโทร ทรรศน์ในประเทศชิลี ตั้งอยู่ห่างจากโลก 2,000 ปีแสง โคจรรอบดาวฤกษ์ ในกลุ่มดาวเฮลมี สตรีม ในกาแล็กซีแคระ หรือกาแล็กซีดอร์ฟ ซึ่งเป็นกาแล็กซีที่ถูกกาแล็กซีทางช้างเผือก หรือ  'มิลกี้ เวย์' ดูดกลืนเมื่อ 6-9 พันล้านปีก่อน ทำให้ดาวดวงนี้เข้ามาสังกัดในกาแล็กซีทางช้างเผือก เหมือนเป็นพวกต่างด้าว นัก ดาราศาสตร์ประเมินว่า ดาวดวงนี้ก่อตัวเมื่อช่วงต้น ก่อตั้งระบบสุริยะของมัน เป็นช่วงเวลาก่อนที่ดาวโลกของเรารวมกลุ่มจัดทีมกันในระบบสุริยจักรวาล ไรเยอร์ เคลเมนต์ จากสถาบันดาราศาสตร์มักซ์พลังก์ในไฮเดลเบิร์ก เยอรมนี ผู้ร่วมทีมค้นพบดาว กล่าวว่า เป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้นมาก "นับเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกกาแล็กซีทางช้างเผือก หลังจากที่ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา เราค้นพบดาวเคราะห์เกือบ 500 ดวง แต่ทั้งหมดอยู่ในถิ่นเราเอง เพราะมีข้อจำกัดเรื่องระยะทางอันไกลโพ้น" เคลเมนต์ กล่าว ด้านดร.จอห์นนี่ เซเทียวาน จากสถาบันเดียวกัน กล่าวว่า การค้นพบดาวดวงนี้ถือว่าฉีกกฎเดิมๆ ที่ดาวเกิดใหม่จะต้องอยู่ในถิ่นที่อุดมด้วยธาตุโลหะต่างๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ดาวเคราะห์ไปโผล่อยู่ท่ามกลางดาวอายุมากที่สภาพ อากาศเบาบาง นอกจากไฮโดรเจนกับฮีเลียมแล้วก็ไม่ค่อยมีธาตุอะไรอีก ดาวดวงนี้วงโคจรแคบมาก หนึ่งปีมีเพียง 16.2 วัน (วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7301 ข่าวสดรายวัน)
แหล่งอ้างอิง :  www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid...sectionid...day...

ผลวิจัยพบสารเคมีใน"ยาสีฟัน"อาจกระทบต่อสมองตัวอ่อนทารก

        
          สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ว่า เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้เรียกร้องให้หน่วยงานของสหรัฐเร่งการตรวจสอบสาร เคมี"ทริโคแซน"ที่ก่อนหน้านี้ กลุ่มได้ค้นพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทกระทบทางสมองต่อตัวอ่อนในครรภ์มารดา โดยผลสำรวจก่อนหน้านี้พบว่า สารดังกล่าวจะขัดขวางการไหลเวียนโลหิตของมารดาไปยังมดลูก ทำให้สมองตัวอ่อนทารกขาดอ๊อกซิเจน หากมีการสะสมสารดังกล่าวมาก ๆ รายงานระบุว่า ที่ผ่านมา"สารทริโคแซน"ได้ถูกใช้อย่างกว้างขวางนับตั้งแต่ยาสีฟัน สบู่ล้างมือ และของเล่นบางชนิด แต่ที่ผ่านมา ได้เกิดกระแสวิตกเกี่ยวกับสารดังกล่าว โดยหน่วยงานอาหารและยาของสหรัฐ ได้ประกาศว่า กำลังตรวจสอบความปลอดภัยของสารทริโคแซน และในการศึกษาล่าสุดในแกะพบว่า สารดังกล่าวได้ขัดขวางฮอร์โมนเพศหญิงไม่ให้ไหลเวียนไปยังมดลูก โดยฮอร์โมนเพศหญิงจะช่วยขยายเส้นเลือดหลักที่นำกระแสโลหิตไปเลี้ยงตัวอ่อน (วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 11:14:49 น มติชน)
แหล่งอ้างอิง :  www.thaihospital.org/board/index.php?topic=904.0

ร่างกายมนุษย์

          ในการศึกษาทางจิตวิทยา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ซึ่งการที่มนุษย์จะแสดงพฤติกรรมใด ๆ ออกมานั้นเป็นเพราะระบบการทำงานของร่างกาย ไม่ว่านักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้ทำการศึกษาค้นคว้ามาเป็นระยะเวลายาวนานต่างมีความคิดเห็นตรงกันว่าร่างกายมนุษย์ สัตว์ หรือพืชทั้งหลายจะมีโครงสร้างที่ประกอบขึ้นจากหน่วยที่เล็กที่สุดที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจนกระทั่งถึงส่วนประกอบที่ใหญ่ที่สุด แต่ละส่วนจะมีการทำงานที่สัมพันธ์กัน โดยไม่มีส่วนใดที่สามารถทำงานอย่างอิสระยกเว้นเม็ดเลือด โดยประมาณได้ว่า 75 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของร่างกายผู้ใหญ่ประกอบด้วยน้ำ ส่วนที่เหลือเป็นสารประกอบทางเคมี สารประกอบเหล่านี้รวมตัวกันเป็นเซลล์ หลายร้อยชนิด ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดของร่างกาย มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนที่สุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนพื้นโลก โดยเฉลี่ยแล้วร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์ 80 – 100 ล้านล้านเซลล์แต่ละชุดจะถูกกำหนดให้มีการเจริญเติบโตและทำหน้าที่เฉพาะ โดยเซลล์ชนิดเดียวกันจะรวมตัวเป็นเนื้อเยื่อ (tissues) เนื้อเยื่อหลาย ๆ ประเภทเมื่อมาทำงานร่วมกัน เรียกว่าอวัยวะ (organ) แต่ละอวัยวะเมื่อทำงานร่วมกันเรียกว่าระบบ (system)
ดังนั้น เมื่อเซลล์มารวมกลุ่มเป็นเนื้อเยื่อพิเศษ เช่น กล้ามเนื้อ เส้นประสาท กระดูก ฯลฯ เนื้อเยื่อเหล่านี้จะทำงานร่วมกันเป็นอวัยวะและในที่สุดอวัยวะเหล่านี้จะถูกจัดสรรเป็นระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ระบบกล้ามเนื้อ ระบบต่อมต่าง ๆ และระบบประสาท เป็นต้นระบบต่าง ๆ ในร่างกายระบบต่าง ๆ ในร่างกายมีการทำงานที่สัมพันธ์กันเพื่อให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ การทำงานของระบบภายในร่างกาย อาจจำแนกออกได้เป็น 10
ระบบ ดังนี้
1. ระบบผิวหนัง (Intergumentary System) ทำหน้าที่ห่อหุ้มปกคลุมร่างกาย ประกอบด้วยผิวหนัง (Skin) และอวัยวะที่เปลี่ยนแปลงมาจากผิวหนัง เช่น ขน ผม เล็บ ต่อมเหงื่อ ต่อมน้ำมัน
2. ระบบกล้ามเนื้อ (Muscular System) ทำหน้าที่ช่วยทำให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว
3. ระบบโครงกระดูก (Skeletal System) ทำหน้าที่ทำงานร่วมกับระบบกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นโครงร่างของร่างกายอีกด้วย
4. ระบบหมุนเวียนโลหิต (Circulatory System) ทำหน้าที่นำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และนำคาร์บอนไดออกไซด์กับของเสียจากเซลล์มาขับทิ้ง นอกจากนี้ ยังนำฮอร์โมนที่ผลิตได้จากต่อมไร้ท่อเพื่อส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
5. ระบบหายใจ (Respiratory System) ทำหน้าที่รับออกซิเจนจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายและนำคาร์บอนไดออกไซด์จากภายในออกมาขับทิ้งสู่ภายนอกร่างกาย โดยอาศัยระบบไหลเวียนโลหิตเป็นตัวกลางในการลำเลียงแก๊ส
6. ระบบประสาท (Nervous System) เป็นระบบที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของทุกระบบในร่างกาย ให้สัมพันธ์กันโดยทำงานร่วมกับระบบต่อมไร้ท่อนอกจากนี้ยังทำหน้าที่รับและตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก
7. ระบบต่อมต่าง ๆ (glands System) ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน (hormone) ซึ่งเป็นสารเคมีและของเหลวโดยทำงานร่วมกับระบบประสาทในการควบคุมปฏิกริยาการเผาผลาญต่าง ๆ ในร่างกาย
8. ระบบย่อยอาหาร (Digestive System) ทำหน้าที่ย่อยสลายอาหารที่รับประทานเข้าไปให้เป็นสารอาหาร และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
9. ระบบขับถ่าย (Excretory System) ทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการให้ออกจากร่างกาย
10. ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive System) ทำหน้าที่สืบทอด ดำรงและขยายเผ่าพันธุ์ ให้มีจำนวนมากขึ้น เพื่อไม่ให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์
แหล่งอ้างอิง : www.anatomiethai.th.gs

นักวิทย์ญี่ปุ่นเจ๋ง แปลงพันธุกรรม"หนูร้องเป็นเสียงนก"หวังไขปริศนาวิวัฒนาการภาษาคน

        สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ว่า นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโอซาก้าของญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในการปรับแปลงพันธุกรรมของหนูทดลอง ให้สามารถเปล่งเสียงนก จุดประสงค์เพื่อหวังไขปริศนาวิวัฒนาการของภาษามนุษย์ รายงานระบุว่า ขณะนี้มีหนูที่นำไปปรับแปลงพันธุกรรมให้เปล่งเสียงนกอีกเป็นจำนวน 100 กว่าตัว โดยการกลายพันธุ์ถือเป็นแรงผลักดันด้านวิวัฒนาการ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นได้สร้างหนูทดลองข้ามสายพันธุ์ เพื่อศึกษาด้วยว่าจะเกิดผลกระทบอะไรขึ้นกับหนูรุ่นอื่น ๆ และว่าขณะนี้ กลุ่มได้จับตาดูหนูที่พูดเสียงนก ว่าจะส่งกระทบใด ๆ ต่อกลุ่มของมันหรือไม่ ผลที่สังเกตได้คือ หนูที่อยู่ในกลุ่มหนูพูดเสียงนกได้ปล่อยเสียงแหลม ๆ มากกว่าหนูกลุ่มอื่น ทำให้วิเคราะห์ได้ว่า อาจมีการวิธีการสื่อสารแพร่หลายขึ้นในกลุ่มเหมือนภาษาถิ่น ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ยังได้มีวิเคราะห์เสียงนกเพื่อไขปริศนาวิวัฒนาการภาษาคน แต่กลุ่มนักวิทย์ชุดนี้ระบุว่า การทดลองกับหนูถือว่าดีกว่า เนื่องจากหนูเป็นสัตว์เลี้ยงด้วยนม และมีโครงสร้างทางสมองใกล้เคียงกับมนุษย์มากกว่านก(วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 13:00:11 น)
แหล่งอ้างอิง  :  http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1292995897&grpid=&catid=06&subcatid=0600

แสงสว่างมากยามกลางคืน ก่อโรคร้ายเป็นมะเร็งเต้านม

            นักวิจัยยิวศึกษาพบว่า แสงสว่างในยามค่ำคืนกับโรคมะเร็งมีความเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่นขึ้น การศึกษาที่แล้วๆ มาเพียงแต่แสดงว่าการอยู่อาศัยในบริเวณที่มีแสงสว่างกลางคืนมากขึ้น อาจทำให้ผู้ชายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านมง่ายขึ้น นักวิจัยในมหาวิทยาลัยไฮฟา ของอิสราเอลได้ศึกษากับหนูทดลองพบว่า แสงสว่างยามค่ำคืนขัดขวางการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน ของต่อมเมล็ดสน และการกดฮอร์โมนไว้มีผลให้เนื้อร้ายเติบโตเร็วขึ้น พวกเขาได้ลงความเห็นว่าผลการศึกษาส่อว่าสาเหตุที่แสงสว่างยามค่ำคืน ไปกดฤทธิ์ฮอร์โมนเอาไว้ อาจมีส่วนเป็นสาเหตุทำให้จำนวนคนไข้โรคมะเร็ง ในอิสราเอลเกิดเพิ่มขึ้นอย่างน่าร้อนใจ ช่วงระยะเวลาสองสามปีที่แล้วมานี้ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันพฤหัสที่ 30 ธันวาคม 2553
แหล่งอ้างอิง :  http://forum.khonkaenlink.info/index.php?topic=293704.0